วันที่รัฐบาลไทยประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่แรร์เอิร์ธกับสหรัฐ ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะคือรอยยิ้มของนักการเมืองและนักการทูต แต่เบื้องหลังคือหมุดหมายใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนระหว่างจีนกับสหรัฐ ในสมรภูมิของห่วงโซ่อุปทานโลกสีเขียว (Green Supply Chain)
แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements – REE) 17 ชนิด เป็นหัวใจของเทคโนโลยีสะอาด ตั้งแต่แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบอาวุธขั้นสูงและดาวเทียม หากมองในแง่หนึ่ง นี่คือทรัพยากรแห่งอนาคต แต่ในอีกด้าน มันคืออาวุธทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ
จีนถือครองตลาดแรร์เอิร์ธโลกกว่า 60–70%ทั้งการสกัดและการกลั่นแร่ ขณะที่สหรัฐพยายามลดการพึ่งพาจีนอย่างเร่งด่วนด้วยการสร้างพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ไทยจึงถูกดึงเข้าสู่สนามหลังบ้านของการแข่งขันนี้โดยปริยาย
ในแผนยุทธศาสตร์ของไทยเอง รัฐบาลผูกเรื่องแร่หายากเข้ากับโมเดล BCG Economy (Bio-Circular-Green) และพื้นที่ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) โดยเสนอว่าแร่เหล่านี้จะป้อนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว
แต่ในทางปฏิบัติ BCG กลับเป็นเครื่องมือในการขยายเขตอุตสาหกรรมภายใต้ชื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พื้นที่ EEC ไม่ได้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะที่ลดคาร์บอน แต่กลายเป็นเขตที่รัฐใช้อำนาจเวนคืน กำหนดสิทธิชุมชน และปิดปากเสียงคัดค้าน
การนำแร่แรร์เอิร์ธเข้าไปเชื่อมกับกรอบ EEC คือการเพิ่มอำนาจต่อรองของทุนในนามของนโยบายสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice – EJ) โดยสิ้นเชิง เพราะความยุติธรรมสิ่งแวดล้อมวางอยู่บนสิทธิของชุมชนในการมีส่วนร่วม กำหนดอนาคต และได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมจากทรัพยากร ไม่ใช่การถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเปิดทางให้ทุนต่างชาติ
สิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญไทยยังคงเป็นเพียงคำสวยในเอกสาร เพราะในทางปฏิบัติ ชาวบ้านในพื้นที่เหมืองเก่าทั้งลำปาง พิจิตร ตาก และเลย ต่างรู้ดีว่าการทำเหมืองแร่ในไทยไม่เคยเป็นมิตรต่อสิทธิมนุษยชนเลย
การลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ได้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ไม่มีการประเมินผลกระทบสิทธิมนุษยชน (Human Rights Impact Assessment – HRIA) ทั้งที่แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมที่อาจกระทบสิทธิ ต้องมีการตรวจสอบก่อนตัดสินใจ
แต่รัฐไทยกลับเดินหน้าโดยใช้ตรรกะเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งในเชิงโครงสร้างคือการสวมเสื้อสิทธิมนุษยชนให้กับอุตสาหกรรมทำลายทรัพยากร
ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา การขุดแร่แรร์เอิร์ธบริเวณรัฐคะฉิ่นและรัฐฉานก่อให้เกิดมลพิษรุนแรง น้ำเสียจากสารเคมีรั่วไหลลงสู่แม่น้ำ ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนในแม่น้ำสาย รวก กก โขง และล่าสุดถึงแม่น้ำสาละวิน
แม้ไทยจะยังไม่ได้เปิดเหมืองแรร์เอิร์ธเอง แต่ก็หนีไม่พ้นผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน (Transboundary Pollution) ที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคเหนือที่พึ่งพาแม่น้ำเหล่านี้ในการเกษตรและประมง
หากไทยเดินหน้าขุดแร่โดยไม่มีกรอบ Ecological Justice ที่ให้สิทธิแก่สิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศในฐานะผู้มีสิทธิ์ (Right-holder) สังคมไทยกำลังจะซ้ำรอยเมียนมา ด้วยความโลภแบบฟอกเขียวที่ถูกอำพรางด้วยคำว่าการพัฒนา
ในทางเศรษฐกิจการเมือง แร่แรร์เอิร์ธกำลังกลายเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐอำนาจนิยม รัฐใช้การควบคุมทรัพยากรเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมและขยายอำนาจรัฐราชการรวมศูนย์
เมื่อผูกเข้ากับโมเดล EEC หรือ SEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคใต้) โครงสร้างนี้ทำให้เกิดสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า Resource Authoritarianism หรือการใช้ทรัพยากรเป็นเครื่องมือควบคุมการเมืองและพื้นที่ ซึ่งตรงข้ามกับการกระจายอำนาจแบบประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม
รัฐไทยสร้างภาพว่าการขุดแร่จะช่วยสร้างอนาคตสีเขียวผ่านงานวิจัยจากสถาบันที่รัฐสนับสนุน โดยละเลยความรู้ของชุมชนที่เฝ้าดูดิน น้ำ ป่า มาหลายชั่วอายุคน นี่คือสิ่งที่ Michel Foucault เรียกว่า regime of truth หรือระบอบความจริงที่ถูกผลิตขึ้นโดยอำนาจ เพื่อกลบเสียงอื่นที่ไม่สอดคล้องกับอำนาจนั้นเอง
เมื่อรัฐถือสิทธิในการนิยามคำว่ายั่งยืน แต่ประชาชนไม่มีสิทธิแม้แต่จะตั้งคำถามว่ายั่งยืนเพื่อใคร ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมก็เป็นเพียงเงาในกระจกของรัฐอุตสาหกรรม
ช่องว่างสำคัญของนโยบายไทยคือ การขาดกลไกบังคับใช้ NAP ในระดับโครงสร้าง ไม่มีมาตรการ HRIA บังคับ ไม่มีระบบตรวจสอบข้ามหน่วยงาน และไม่มีสภาสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระจริง
หากต้องการจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ก็ต้องเริ่มจากการยอมรับว่าการจัดการทรัพยากรเป็นเรื่องของสิทธิ ไม่ใช่เศรษฐกิจ สิทธิของชุมชนในการกำหนดอนาคตสิ่งแวดล้อมของตนเองต้องมาก่อนการลงทุนใด ๆ
เมื่อสงครามแรร์เอิร์ธระหว่างจีนกับอเมริกากำลังทวีความรุนแรง ไทยถูกวางอยู่ตรงกลางของสมรภูมิโลกโดยไม่รู้ตัว แต่แทนที่รัฐจะสร้างอธิปไตยทางสิทธิ (Sovereignty of Rights) เพื่อปกป้องประชาชน แต่กลับเร่งสร้างอธิปไตยทางทรัพยากรเพื่อรับใช้ทุน
ในวันที่แม่น้ำสาย กก และสาละวินเริ่มเปลี่ยนสี ชาวบ้านที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับ MOU ใด ๆ กลับต้องมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตและสิ่งแวดล้อมของตนเอง
คำถามสุดท้ายก็คือ
ประเทศไทยจะเป็นผู้กำหนดชะตาของทรัพยากรตนเอง หรือจะยอมให้ทรัพยากรถูกกำหนดโดยอำนาจจากภายนอกอีกครั้ง?
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

