17 April 2026
หากตอนที่ 1 ผมเขียนถึงการผลิตศัตรูในสงครามไฟป่า และตอนที่ 2 ชี้ให้เห็นถึงการผูกขาดอำนาจเหนือไฟ ตอนจบนี้ก็คือการย้ำให้ชัดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องไฟป่า แต่มันคือโครงสร้างทางการเมืองในการควบคุมชีวิต (politics of life control) ที่ดำเนินการภายใต้ชื่ออันสวยหรูว่า การอนุรักษ์ ในรัฐไทย การจัดการไฟป่าไม่ได้จบที่การดับไฟ แต่มันลุกลามไปสู่การควบคุมพื้นที่...
ทุกครั้งที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงในภาคเหนือ วาทกรรมหนึ่งจะถูกปล่อยออกมาราวกับเป็นสัจธรรม “หยุดเผา แล้วปัญหาจะจบ” คำพูดสั้น ๆ นี้ฟังดูมีเหตุผล เรียบง่าย และจับต้องได้ แต่มันกลับซ่อนความรุนแรงเชิงโครงสร้างไว้ภายในอย่างแนบเนียน เพราะในความเป็นจริง ไฟไม่เคยถูกห้ามอย่างแท้จริง มันเพียงถูกจัดระเบียบใหม่ให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐและผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่ม ในขณะที่การใช้ไฟของชุมชนกลับถูกทำให้เป็นอาชญากรรม นี่ไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมล้วน...
ทุกปีเมื่อฤดูแล้งมาถึง ภาคเหนือของประเทศไทยจะจมอยู่ใต้ม่านควัน PM2.5 ข่าวพาดหัวซ้ำเดิมถูกผลิตซ้ำทำนองว่า “วิกฤตไฟป่า” “ฝุ่นพิษระดับอันตราย” “ต้องเอาผิดคนเผา” ภาพนักสู้ไฟป่าถูกยกย่องในฐานะนักรบ ขณะที่ภาพของชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้ต้องสงสัย ในพื้นที่สื่อกระแสหลักและแคมเปญของภาคประชาสังคมคนในเมือง ไฟป่าไม่ได้ถูกอธิบายว่าเป็นกระบวนการทางนิเวศ หากแต่ถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นภัยความมั่นคง และสงครามกับศัตรูที่มองไม่เห็น คำถามคือ ใครเป็นคนกำหนดว่าไฟคือศัตรู? และใครกันที่ถูกทำให้กลายเป็นศัตรูในสงครามนี้?...
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมักหมุนอยู่รอบคำสำคัญคำหนึ่ง นั่นก็คือคำว่า การมีส่วนร่วม เวทีรับฟังความคิดเห็น การประชุมชี้แจงโครงการ การทำประชาพิจารณ์ การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม กลไกเหล่านี้ถูกออกแบบขึ้นภายใต้สมมติฐานว่า หากรัฐเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ความขัดแย้งก็จะคลี่คลาย และการพัฒนาจะเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ประสบการณ์ของชุมชนจำนวนมากกลับสะท้อนอีกภาพหนึ่งว่า เวทีมีอยู่จริง เสียงของประชาชนมีอยู่จริง แต่ผลลัพธ์กลับไม่เคยเปลี่ยน โรงไฟฟ้ายังคงถูกสร้าง...
เมื่อคำถามในตอนที่แล้วชัดขึ้นว่า “ใครเป็นเจ้าของทรัพยากร” ตอนนี้เราต้องถามต่อว่า ในยุคโลกร้อน ใครคือเจ้าของความเสี่ยง อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเท่ากันบนหน้าปัดโลก แต่ผลกระทบไม่เคยเท่ากันในชีวิตจริง คนที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุด ไม่ใช่คนที่น้ำท่วมบ้านก่อน คนที่มีรถหลายคัน ไม่ใช่คนที่เจอค่าไฟพุ่งก่อน คนที่ถือหุ้นโรงไฟฟ้า ไม่ใช่คนที่อยู่ใต้ปล่องควัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จึงไม่ใช่แค่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ...
ทุกครั้งที่สังคมไทยเข้าโหมดเลือกตั้ง สิ่งแวดล้อมจะถูกยกขึ้นมาพูดเสมอ ปลูกป่า ลดฝุ่น แก้โลกร้อน พลังงานสะอาด ถ้อยคำเหล่านี้วนซ้ำมาทุกยุค จนเราคุ้นชินพอจะเชื่อว่าความต่างของพรรคอยู่ที่ความจริงใจ ใครรักโลกมากกว่า ใครเขียวกว่าใคร แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้นคือ การเลือกตั้งไม่ได้แข่งขันกันว่าใครรักษาธรรมชาติได้ดีกว่า มันแข่งขันกันว่าใครควรเป็นเจ้าของการตัดสินใจเหนือธรรมชาติ นโยบายสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่นโยบายเฉพาะทาง มันคือแบบจำลองรัฐ และแบบจำลองรัฐ 3...
ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมตอนที่ 17 ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองไทยแม้จะดูทันสมัยและเป็นสากล แต่กลับทำงานอยู่ภายในโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างแนบแน่น สิ่งแวดล้อมถูกทำให้เป็นเรื่องทางเทคนิค ไม่ใช่เรื่องของสิทธิ และประชาชนถูกวางไว้ในฐานะผู้รับผลกระทบ ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง มาถึงตอนนี้จึงไม่ได้ถามว่าใครสีเขียวกว่าใคร แต่จะถามให้ลึกกว่านั้นว่า ถ้าจะเปลี่ยนจากนโยบายสีเขียว ไปสู่ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมจริง ๆ อะไรคือสิ่งที่พรรคการเมืองไทยไม่กล้าเขียน และอะไรคืออำนาจที่ต้องถูกยึดคืนจากรัฐและทุน จากการสังเคราะห์นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองทั้งหมดเผยให้เห็นความเงียบร่วมที่น่ากังวล...
หากฟังการหาเสียงของพรรคการเมืองไทยในปีนี้โดยไม่ดูชื่อพรรค แทบแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร ทุกพรรคพูดภาษาเดียวกัน Net Zero, พลังงานสะอาด, การเติบโตสีเขียว, เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ, BCG economy สิ่งแวดล้อมถูกทำให้เป็นฉันทามติกลางทางการเมือง แต่ฉันทามตินี้ไม่ได้เกิดจากชัยชนะของประชาชน หากแต่เกิดจากการที่สิ่งแวดล้อมถูกทำให้ปลอดภัยต่ออำนาจ สิ่งที่ดูเหมือนความก้าวหน้า แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำให้ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องทางเทคนิค เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เรื่องของตลาด...
ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสัตว์ป่าหลุดจากป่าอย่างที่ราชการส่วนกลางชอบนิยาม แต่มันคือภาวะฉุกเฉินเชิงสังคมที่กินลึกถึงโครงสร้างอำนาจรัฐ ชีวิตที่ต้องนอนแบบไม่รู้ว่าจะตายกลางดึกหรือไม่ ทุเรียนทั้งสวนสูญในคืนเดียว เด็กต้องเดินไปโรงเรียนพร้อมความหวาดระแวง บ้านเรือนที่กลายเป็นแนวหน้าของสมรภูมิทรัพยากรที่ไม่มีใครยอมรับว่ามันคือสงคราม และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ทุกครั้งที่ชุมชนส่งเสียงร้อง รัฐตอบด้วยท่าทีที่เย็นชา ว่างเปล่า และซ้ำซ้อน เหมือนแผนการแก้ปัญหาที่ลอกออกจากเอกสารราชการเมื่อสิบปีก่อน ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าช้างเกเร หรือชาวบ้านบุกรุกป่าอย่างที่กลไกรวมศูนย์ชอบกล่าวหา แต่เป็นการจัดบริการสาธารณะด้านความปลอดภัยที่รัฐทิ้งให้ชุมชนแก้เอง และเรื่องทั้งหมดนี้ในทางทฤษฎีไม่สมควรเกิดขึ้นเลย...
รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นการวางกรอบที่คืนอำนาจให้ประชาชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อลงสนามจริงจากป่าเขาอ่างฤาไนถึงเหมืองโปแตชอีสาน จากเขื่อนคลองมะเดื่อถึงอีอีซี คำถามเดียวผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าสิทธิอยู่ในรัฐธรรมนูญจริง เหตุใดประชาชนถึงแพ้ทุกครั้ง? คำตอบไม่ได้อยู่ในป่าหรือในเหมือง แต่อยู่ในตัวอักษรของรัฐธรรมนูญเอง และในโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้สิทธิเหล่านี้ไม่มีวันถูกใช้ได้จริง ข้อความบนหน้ากระดาษดูสวยงามในมาตรา 43 ว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ โดยเนื้อความใน...