4 February 2026
หากฟังการหาเสียงของพรรคการเมืองไทยในปีนี้โดยไม่ดูชื่อพรรค แทบแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร ทุกพรรคพูดภาษาเดียวกัน Net Zero, พลังงานสะอาด, การเติบโตสีเขียว, เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ, BCG economy สิ่งแวดล้อมถูกทำให้เป็นฉันทามติกลางทางการเมือง แต่ฉันทามตินี้ไม่ได้เกิดจากชัยชนะของประชาชน หากแต่เกิดจากการที่สิ่งแวดล้อมถูกทำให้ปลอดภัยต่ออำนาจ สิ่งที่ดูเหมือนความก้าวหน้า แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำให้ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องทางเทคนิค เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เรื่องของตลาด...
ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสัตว์ป่าหลุดจากป่าอย่างที่ราชการส่วนกลางชอบนิยาม แต่มันคือภาวะฉุกเฉินเชิงสังคมที่กินลึกถึงโครงสร้างอำนาจรัฐ ชีวิตที่ต้องนอนแบบไม่รู้ว่าจะตายกลางดึกหรือไม่ ทุเรียนทั้งสวนสูญในคืนเดียว เด็กต้องเดินไปโรงเรียนพร้อมความหวาดระแวง บ้านเรือนที่กลายเป็นแนวหน้าของสมรภูมิทรัพยากรที่ไม่มีใครยอมรับว่ามันคือสงคราม และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ทุกครั้งที่ชุมชนส่งเสียงร้อง รัฐตอบด้วยท่าทีที่เย็นชา ว่างเปล่า และซ้ำซ้อน เหมือนแผนการแก้ปัญหาที่ลอกออกจากเอกสารราชการเมื่อสิบปีก่อน ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าช้างเกเร หรือชาวบ้านบุกรุกป่าอย่างที่กลไกรวมศูนย์ชอบกล่าวหา แต่เป็นการจัดบริการสาธารณะด้านความปลอดภัยที่รัฐทิ้งให้ชุมชนแก้เอง และเรื่องทั้งหมดนี้ในทางทฤษฎีไม่สมควรเกิดขึ้นเลย...
รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นการวางกรอบที่คืนอำนาจให้ประชาชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อลงสนามจริงจากป่าเขาอ่างฤาไนถึงเหมืองโปแตชอีสาน จากเขื่อนคลองมะเดื่อถึงอีอีซี คำถามเดียวผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าสิทธิอยู่ในรัฐธรรมนูญจริง เหตุใดประชาชนถึงแพ้ทุกครั้ง? คำตอบไม่ได้อยู่ในป่าหรือในเหมือง แต่อยู่ในตัวอักษรของรัฐธรรมนูญเอง และในโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้สิทธิเหล่านี้ไม่มีวันถูกใช้ได้จริง ข้อความบนหน้ากระดาษดูสวยงามในมาตรา 43 ว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ โดยเนื้อความใน...
ประเทศไทยหลังปี 2560 ถูกผนึกด้วยรัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบมาเพื่อประกันเสถียรภาพของอำนาจส่วนกลาง มากกว่าปกป้องประชาชน สิทธิเสรีภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เคยปรากฏเป็นหมุดหมายความหวังในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ถูกลดทอน ละลาย หรือบิดเบือนจนเป็นเพียงคำสุภาพที่อ่านแล้วเพลินใจแต่ใช้การแทบไม่ได้ รัฐกลายเป็นผู้แทนเจ้าของแผ่นดินที่ตั้งตนเป็นนายเหนือสินทรัพย์ธรรมชาติ ในขณะที่ประชาชน ผู้อยู่อาศัย ผู้พึ่งพิง ผู้ดูแลระบบนิเวศกลับถูกนิยามใหม่เป็นผู้ต้องได้รับอนุญาตให้มีชีวิตในบ้านของตัวเอง นี่คือพลวัตเชิงอำนาจที่สะท้อนถึงรากฐานอาณานิคมภายใน...
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 2560 คือการมองว่าสิทธิด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกเขียนใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน หากพิจารณาเพียงรายมาตรา สิ่งนี้อาจดูจริง มาตรา 43 กล่าวถึงสิทธิชุมชน มาตรา 58 กล่าวถึงการประเมินผลกระทบ และมาตรา 59 รับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่หากอ่านทั้งสามมาตราร่วมกันในฐานะระบบสิทธิ จะเห็นรูปแบบการออกแบบที่ชัดเจนว่า...
รัฐธรรมนูญ 2560 มักถูกอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะมาตรา 57 (2) ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำงดงาม อนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู บริหารจัดการ ใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน และที่สำคัญคือให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ แต่เมื่ออ่านอย่างไม่หลงวาทกรรม คำถามแรกที่ต้องถามคือ ใครเป็นประธานของประโยคนี้ และใครเป็นเพียงส่วนขยายคำตอบชัดเจนมาก...
การถกเถียงเรื่องสิทธิในที่ดินของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางกฎหมายหรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจว่าด้วยคำถามพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งของสังคมการเมืองไทย นั่นคือ ใครคือเจ้าของแผ่นดิน และใครมีสิทธิชี้ชะตาการใช้ประโยชน์จากผืนดินนั้น ในคอลัมน์ที่แล้ว ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (10) และ (11) เราเห็นแล้วว่าโครงสร้างแบบ คทช. คือการจัดการที่ดินภายใต้กรอบรัฐรวมศูนย์ ที่ยอมให้ใช้ แต่ไม่ให้เป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ ขณะที่โฉนดชุมชนคือความพยายามท้าทายโครงสร้างดังกล่าว...
ในประวัติศาสตร์การจัดการที่ดินของไทย สิทธิไม่เคยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง หากเป็นเพียงสิ่งที่รัฐอนุญาตให้มีภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนด และพร้อมจะเพิกถอนเมื่อใดก็ได้หากขัดต่อยุทธศาสตร์การพัฒนา การเกิดขึ้นของโฉนดชุมชนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือจัดการที่ดินรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความพยายามท้าทายอำนาจผูกขาดของรัฐเหนือทรัพยากร และเป็นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างการเมืองของสิทธิในสังคมไทยโดยตรง รัฐพยายามลดทอนโฉนดชุมชนให้เหลือเพียงโครงการทดลอง หรือมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับชุมชนยากจนในป่า แต่ในความจริง โฉนดชุมชนคือการออกแบบสิทธิในที่ดินร่วมกัน (collective tenure) ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดตรงข้ามกับระบบกรรมสิทธิเดี่ยวแบบทุนนิยมและรัฐรวมศูนย์ แทนที่จะถามว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน? โฉนดชุมชนจะถามว่า ใครมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่?...
ในประเทศที่ผืนดินถูกปกครองก่อนประชาชนเสมอ เราไม่ควรแปลกใจที่ปัญหาที่ดิน-ป่าไม้ของไทยลากยาวมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน เพราะโครงสร้างรัฐไทยถือที่ดินเป็นฐานความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจมากกว่าจะมองมันเป็นฐานชีวิตของคนที่อยู่ในพื้นที่จริง ๆ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. จึงไม่ได้เป็นเพียงนโยบายจัดสรรที่ดิน แต่เป็นการรื้อฟื้นระบอบควบคุมที่ดินแบบรวมศูนย์ที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ มันเป็นเครื่องจักรทางอำนาจที่ทำให้รัฐสามารถครอบครองพื้นที่โดยไม่ต้องถือโฉนดแม้แต่ใบเดียว นี่ถือเป็นความย้อนแย้งที่เลวร้ายที่สุดของการจัดการที่ดินไทย ประชาชนเป็นผู้สร้างภูมิประเทศ แต่รัฐคือเจ้าของภูมิภาค ผู้คนคือผู้ถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ทั้งที่พวกเขาอยู่มาก่อนรัฐสมัยใหม่จะถือกำเนิดเสียอีก...
มีบางประเทศสร้างเขื่อน บางประเทศทุบเขื่อน แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศรวมถึงประเทศไทยที่ใช้บ้านเรือนของประชาชนเป็นพื้นที่รับน้ำแบบไม่เป็นทางการ โดยไม่ต้องเวนคืน ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ไม่ต้องชดเชย และไม่ต้องสัญญาว่าปีหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีก ในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นี่คือระบอบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเขื่อนใหญ่ต้องปล่อยน้ำเพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ...