เมื่อคอลัมน์ที่แล้ว เราเริ่มต้นด้วยการชำแหละ MOU ไทย–สหรัฐ และตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังถูกลากเข้าสู่สงครามแร่แรร์เอิร์ธที่จีนและอเมริกากำลังไล่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานโลกหรือไม่ ตอนนี้เราต้องพามาดูสนามรบจริง ที่คนไทยกำลังเผชิญทั้ง ๆ ที่เรายังไม่เริ่มทำเหมืองแม้แต่หลุมเดียว คือผลกระทบจากเหมืองแรร์เอิร์ธในเมียนมาที่ไหลข้ามพรมแดนมาสู่ไทยทุกวัน
โลกภายนอกยกย่องรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าเป็นกุญแจสู่อนาคตสะอาด บริษัทเทคโนโลยีโฆษณาว่าเทคโนโลยีสีเขียวจะช่วยโลก นักการเมืองขายภาพว่า BCG คือความยั่งยืน
แต่ไม่มีใครบอกว่าโลหะในแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และระบบอาวุธนั้นมาจากแหล่งทำลายล้างมโหฬารที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย คือเหมืองแรร์เอิร์ธแบบ Leaching ในรัฐคะฉิ่นและพื้นที่กองกำลังชาติพันธุ์ในเมียนมา
นี่ไม่ใช่อุตสาหกรรมสะอาด แต่มันคืออุตสาหกรรมที่ปล่อยสารเคมีร้ายแรงลงสู่ดินและน้ำในปริมาณที่ไม่มีประเทศไหนในโลกประชาธิปไตยกล้าทำในดินแดนของตนเอง
และเพราะเมียนมาย่อยยับจากความขัดแย้ง หลังรัฐประหารช่วงปี ค.ศ. 2021 ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะสุญญากาศการกำกับดูแล เหมืองเถื่อนจึงระเบิดขึ้นทั่วรัฐคะฉิ่นรวมถึงพื้นที่กองกำลังชาติพันธุ์ในรัฐฉาน ทำให้สายน้ำที่ไหลลงสู่ไทยปนเปื้อนเคมีพิษจากสารโลหะหนัก คนไทยกำลังจ่ายราคาของสงครามทรัพยากร โดยที่รัฐยังไม่เคยแม้แต่จะรับรู้ว่ามันเริ่มต้นแล้ว
หากเราต้องกำหนดพื้นที่ที่เป็นจุดกำเนิดความเสื่อมของระบบนิเวศลุ่มน้ำไทยในสิบปีข้างหน้า จุดนั้นก็คือ Hpakant – Kachin State (ผะกันต์–รัฐคะฉิ่น)
หลังรัฐประหารเมียนมา กลุ่มอำนาจหลายฝ่ายแย่งชิงผลประโยชน์กันอย่างโจ่งแจ้ง ทหารเมียนมาคุมพื้นที่หนึ่ง กองกำลังชาติพันธุ์คะฉิ่น (KIA) คุมอีกพื้นที่ กลุ่มทุนจีน–พม่าร่วมทุนในอีกหลายพื้นที่ และทั้งหมดนี้ใช้แร่แรร์เอิร์ธเป็นฐานรายได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือเหมืองแบบ in-situ leaching ซึ่งอันตรายที่สุดเพราะต้องฉีดสารเคมีหลายชนิด รวมถึงกรดแก่และสารดูดซับแร่ลงไปใต้ดิน ของเสียซึมลงสู่แม่น้ำและระบบห้วยลำธาร ไม่มีระบบบำบัด ไม่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ไม่มีการวัดคุณภาพน้ำ ไม่มีสิทธิชุมชนใด ๆ
ในเอกสารของสถาบัน International Crisis Group และสำนักข่าว The Irrawaddy เคยประเมินว่า
“Rare earth mining in Kachin State is one of the fastest-growing illegal extractive industries in Southeast Asia.”
ในอีกความหมายหนึ่งมันคือ มลพิษข้ามพรมแดนที่รุนแรงที่สุดในลุ่มน้ำโขงช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งบทความในคอลัมน์ก่อนหน้านี้ เราพูดถึงอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ คอลัมน์นี้เราจะพูดถึงชีวิตจริงของชุมชนชายแดนไทย ในช่วง 5–6 ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก และแม่น้ำสาละวินมีปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี และพบคุณสมบัติของโลหะหนักบางชนิดสูงกว่าปกติ
แม้รัฐไทยจะยังไม่สรุปว่าเกิดจากแร่แรร์เอิร์ธโดยตรง แต่หลายองค์การ รวมถึงกลุ่มนักวิจัยลุ่มน้ำโขงและเครือข่ายประชาสังคมชายแดนตั้งข้อสังเกตว่า 1) เวลาเกิดมลพิษสอดคล้องกับการขยายพื้นที่เหมืองในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน 2) ลักษณะมลพิษสอดคล้องกับของเสียจาก in-situ leaching และ3) ไม่มีแหล่งอุตสาหกรรมอื่นที่อาจเป็นสาเหตุได้ในปริมาณใหญ่ขนาดนี้
และที่สำคัญชุมชนไม่ได้มีงบประมาณหรือสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพน้ำ เพราะแม่น้ำเหล่านี้เป็นพื้นที่ความมั่นคง รัฐไทยใช้ตรรกะความมั่นคงมาปิดเสียงประชาชน แต่ใช้ตรรกะเศรษฐกิจมาเร่งทำ MOU แร่หายาก มันสะท้อนโครงสร้างเดียวกันว่า รัฐพร้อมนำทรัพยากรไปขาย แต่ไม่พร้อมปกป้องประชาชนของตนเอง
หากพิจารณาตามกรอบความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม Environmental Justice (EJ) โลกมองว่า
“ไม่มีใครควรต้องรับผลกระทบจากมลพิษเพียงเพราะเขาเกิดผิดที่”
แต่ในลุ่มน้ำไทย เรากำลังเห็นสิ่งตรงกันข้าม ชุมชนชายแดนที่ไม่มีเหมืองกลับต้องรับผลกระทบจากเหมืองของฝ่ายติดอาวุธในประเทศเพื่อนบ้าน
มันคือ EJ Crisis ที่บริสุทธิ์ที่สุด ผู้สร้างมลพิษไม่ได้รับผลกระทบ ผู้ใช้แร่ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ชุมชนปลายน้ำต้องรับผลประทบทั้งหมด
และที่น่าขันกว่านั้นคือ ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่วงจรเหมืองแร่เองในชื่อของ BCG Economy และความยั่งยืน
โลกมหาอำนาจพยายามเป็นสีเขียวด้วยการซ่อนมลพิษไว้ในประเทศยากจน และประเทศไทยกำลังจะเป็นฟันเฟืองในระบบเดียวกันนั้น
ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมพูดถึงความยุติธรรมต่อมนุษย์ แต่ความยุติธรรมทางนิเวศ Ecological Justice พูดถึงสิทธิของระบบนิเวศเอง น้ำในแม่น้ำสาย กก รวก โขง และสาละวิน ไม่เคยถูกเชิญให้มานั่งโต๊ะเจรจาใน MOU ไทย–สหรัฐ สัตว์น้ำที่สูญพันธุ์ไปก็ไม่เคยได้รับค่าชดเชย ป่าต้นน้ำก็ไม่เคยได้รับการเยียวยา และระบบนิเวศไม่เคยถูกมองเป็นผู้มีสิทธิ อำนาจต่อรองของธรรมชาติเป็นศูนย์ แต่อำนาจต่อรองของทุนเต็มร้อย และรัฐบาลไทยเลือกฟังฝ่ายที่เสียงดังที่สุดเสมอ ไม่ใช่ฝ่ายที่สำคัญที่สุด
ในมุมมานุษยวิทยา แม่น้ำชายแดนคือบ้านหลังเดียวกันของหลายเผ่าชน กะเหรี่ยง ไทใหญ่ ลาหู่ มูเซอ ลัวะ และคนเมืองฝั่งไทย พวกเขาใช้แม่น้ำเป็นแหล่งอาหาร พื้นที่ประกอบพิธีกรรม เส้นทางการค้า อัตลักษณ์ร่วม เมื่อแม่น้ำปนเปื้อนมันไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำเสีย แต่มันเป็นการทำลายโลกทัศน์ ความลี้ลับ ความทรงจำ และความเป็นชุมชน
แต่นโยบายไทยพูดถึงแม่น้ำในฐานะเส้นพรมแดนทางความมั่นคงมากกว่าทรัพยากรร่วมที่มีจิตวิญญาณ รัฐไทยรู้จักแม่น้ำกกในฐานะเส้นทางยาเสพติดมากกว่าในฐานะวิถีชีวิตของคนล้านนาและกลุ่มชนบนดอย นี่คือการเมืองของการนิยาม (politics of definition) และอำนาจในการนิยามที่ทำให้ชุมชนชายแดนถูกทำให้เงียบเสมอ
แร่แรร์เอิร์ธคือสนามใหม่ของเศรษฐกิจการเมืองโลก ราคาพุ่งเพราะดีมานด์จาก EV และ AI จีนพยายามรักษาอำนาจการกลั่นแร่ อเมริกาพยายามสร้าง supply chain ใหม่ อาเซียนจึงกลายเป็นพื้นที่พักแร่
สำหรับเมียนมา แรร์เอิร์ธคือเงินทำสงคราม สำหรับจีน แรร์เอิร์ธคืออำนาจต่อรอง สำหรับสหรัฐ แรร์เอิร์ธหมายถึงความมั่นคงเทคโนโลยี ส่วนไทย แรร์เอิร์ธเท่ากับโอกาสทางเศรษฐกิจ และสำหรับชุมชนชายแดนไทย? แรร์เอิร์ธคือมลพิษ น้ำเสีย และความเงียบจากรัฐ
แม้จะมีรายงานคุณภาพน้ำจากหลายเครือข่าย แต่การประกาศผลอย่างเป็นทางการต้องผ่านหน่วยงานรัฐ เช่น
กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุทยานฯ เป็นต้น
ซึ่งบางครั้งประกาศว่าไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านกลับพบปลาเน่าตายเป็นแพ หรือไม่ก็มีประกาศแปลกประหลาดว่าน้ำมีสีเพี้ยนแต่ยังใช้ได้ตามปกติ
นี่คือ regime of truth ตามที่มิเชล ฟูโกต์ วิพากษ์ไว้ว่าความจริงถูกผลิตผ่านอำนาจรัฐ ไม่ใช่ผ่านชีวิตของคนในชุมชน
ถ้าไทยยังรับมือมลพิษข้ามพรมแดนไม่ได้ ถามจริง! ไทยจะรับมือกับเหมืองของตัวเองที่กำลังจะตามมาหรือ? ช่องว่างที่เห็นชัดเจนคือ
- ไม่มีระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนแบบ real-time
- ไม่มีสนธิสัญญาระหว่างไทย–เมียนมาเรื่องมลพิษข้ามพรมแดน
- ไม่มีระบบชดเชยหรือเยียวยาที่โปร่งใส
- ข้อมูลคุณภาพน้ำยังเป็นความลับของรัฐมากกว่าสาธารณะ
- ชุมชนไม่มีส่วนร่วมในระดับนโยบาย
- แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ไม่ได้ถูกบังคับใช้ในภาคความมั่นคง
- ไม่มีการประเมินผลกระทบสิทธิมนุษยชนจากนโยบายด้านแร่
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าผลิตอนาคตสะอาด แต่ยังไม่มีแม้แต่เครื่องมือจะรับมือปัจจุบันที่สกปรก
การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มจากการยอมรับว่า สงครามแร่ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องสิทธิ และการจัดการทรัพยากรคือการเมืองล้วน ๆ สามเรื่องหลักของการเปลี่ยนแปลงคือ
- อธิปไตยทางสิทธิ (Sovereignty of Rights) ชุมชนต้องกำหนดอนาคตทรัพยากรของตนเองได้
- การจัดการเชิงนิเวศแบบข้ามพรมแดน แม่น้ำไม่รู้จักพรมแดน แต่รัฐไทยรู้จัก ต้องเปลี่ยนกรอบคิดให้ธรรมชาติเป็นผู้มีสิทธิร่วม
- ทบทวนการเป็นส่วนหนึ่งของ supply chain โลกสีเขียว เราอยากเป็นผู้ผลิตพลังสะอาด หรือผู้ผลิตของสกปรกให้คนอื่นใช้กันแน่?
ไทยจะต้องกำหนดจุดยืนใหม่ของตนเอง ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยจีนหรือสหรัฐ
แม้ไทยจะยังไม่ขุดแรร์เอิร์ธในประเทศ แต่ไทยมีราคาที่ต้องจ่ายให้เหมืองแร่ของประเทศเพื่อนบ้านแล้วในวันนี้ น้ำปนเปื้อนคือใบเสร็จ สัตว์น้ำลดจำนวนคือใบเสร็จ ชุมชนชายแดนที่สูญเสียแหล่งทำมาหากินคือใบเสร็จ
และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลไทยยังขายความฝันว่า ไทยจะเป็นฐานผลิตแรร์เอิร์ธแห่งเอเชีย
คำถามสำคัญที่ต้องถามอีกครั้ง
“ก่อนที่ไทยจะเข้าร่วมสงครามแร่เต็มตัวเรารับมือสงครามของคนอื่นได้แล้วหรือยัง?”
ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่อนาคตที่เสี่ยงต่อการสูญเสียมากกว่าที่รัฐยอมรับ
คนในเมืองอาจได้ใช้รถ EV ราคาถูก แต่คนชายแดนต้องใช้น้ำที่ทำลายร่างกายของพวกเขา นี่คือราคาของเศรษฐกิจสีเขียวที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
และภายใต้ความเงียบ ประเทศไทยอาจถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่า
“เป็นประเทศที่รับมลพิษฟรีจากเพื่อนบ้านก่อนจะสร้างมลพิษเองด้วยมือของรัฐและทุนในไม่ช้า“
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

