ในประวัติศาสตร์การจัดการที่ดินของไทย สิทธิไม่เคยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง หากเป็นเพียงสิ่งที่รัฐอนุญาตให้มีภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนด และพร้อมจะเพิกถอนเมื่อใดก็ได้หากขัดต่อยุทธศาสตร์การพัฒนา การเกิดขึ้นของโฉนดชุมชนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือจัดการที่ดินรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความพยายามท้าทายอำนาจผูกขาดของรัฐเหนือทรัพยากร และเป็นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างการเมืองของสิทธิในสังคมไทยโดยตรง
รัฐพยายามลดทอนโฉนดชุมชนให้เหลือเพียงโครงการทดลอง หรือมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับชุมชนยากจนในป่า แต่ในความจริง โฉนดชุมชนคือการออกแบบสิทธิในที่ดินร่วมกัน (collective tenure) ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดตรงข้ามกับระบบกรรมสิทธิเดี่ยวแบบทุนนิยมและรัฐรวมศูนย์
แทนที่จะถามว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน? โฉนดชุมชนจะถามว่า
ใครมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่?
นี่คือความแตกต่างเชิงปรัชญาการเมืองที่รัฐไทยไม่อยากยอมรับ เพราะมันสั่นคลอนสมมติฐานพื้นฐานที่ว่ารัฐคือเจ้าของทรัพยากรสูงสุด
หัวใจของโฉนดชุมชนอยู่ที่การยอมรับว่าชุมชนก็คือหน่วยการเมืองหนึ่ง ไม่ใช่เพียงกลุ่มประชากรที่ต้องถูกบริหาร การจัดการที่ดินภายใต้โฉนดชุมชนจึงประกอบด้วยกติกาที่ชุมชนร่วมกันออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดขอบเขตพื้นที่ทำกินและพื้นที่อนุรักษ์ การห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือเพื่อป้องกันการเก็งกำไร การใช้ทรัพยากรตามฐานนิเวศและวัฒนธรรมท้องถิ่น กลไกภายในในการจัดการข้อพิพาท
สิ่งเหล่านี้คือการแสดงออกของอธิปไตยรากหญ้า (grassroots sovereignty) ที่รัฐไทยหวาดกลัวมาโดยตลอด เพราะมันทำให้ประชาชนไม่ใช่ผู้รอความเมตตาจากนโยบาย แต่เป็นผู้กำหนดกติกาชีวิตของตัวเอง
ในเชิงความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice) โฉนดชุมชนตอบโจทย์อย่างน้อย 3 มิติสำคัญ
หนึ่ง การกระจายอำนาจการเข้าถึงทรัพยากร ชุมชนไม่ได้ถูกกันออกจากป่า น้ำ และที่ดิน แต่เป็นผู้ดูแลร่วม ซึ่งสวนทางกับโมเดลอนุรักษ์แบบรัฐนิยมที่กีดกันคนออกจากพื้นที่
สอง การยอมรับความรู้ท้องถิ่น โฉนดชุมชนตั้งอยู่บนฐานความรู้ของคนในพื้นที่ ไม่ใช่แผนที่จากดาวเทียมหรือผังจากห้องประชุมในกรุงเทพฯ
สาม การลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่อมีสิทธิที่มั่นคง ชุมชนสามารถวางแผนชีวิตระยะยาว ไม่ต้องอยู่ในสภาพผิดกฎหมายถาวรแบบที่ คทช. สร้างไว้
ทำไมรัฐไทยไม่อยากให้โฉนดชุมชนเติบโต?
คำตอบไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของอำนาจ โฉนดชุมชนทำให้รัฐเสียอำนาจควบคุมพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ ไม่สามารถโยกที่ดินไปให้โครงการขนาดใหญ่ได้ง่าย ถูกบังคับให้เจรจากับชุมชนในฐานะคู่เจรจา ไม่ใช่ผู้ใต้ปกครอง
ในยุค EEC, SEC, เขตเศรษฐกิจพิเศษ, เหมือง, เขื่อน, และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ พื้นที่ที่มีโฉนดชุมชนคือพื้นที่ที่รัฐจัดการยาก และทุนเข้าถึงไม่ง่าย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโฉนดชุมชนถูกแช่แข็ง ถูกลดงบ ถูกดึงกลับไปอยู่ใต้กลไกราชการ และถูกแทนที่ด้วย คทช. ซึ่งรัฐควบคุมได้มากกว่า
หากมองจาก Human Rights-Based Approach โฉนดชุมชนสอดคล้องกับหลักการสากลหลายประการ เช่น สิทธิในการกำหนดตนเอง (self-determination) สิทธิในที่ดินและทรัพยากรของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น หลัก FPIC (Free, Prior and Informed Consent) หลักการของ Aarhus และ Escazú ในการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในขณะที่ คทช. ขัดแย้งกับหลักเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เพราะสร้างสิทธิแบบมีเงื่อนไข ไม่ถาวร และไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมายที่แท้จริง
แน่นอน โฉนดชุมชนไม่ใช่คำตอบวิเศษ ปัญหาภายในชุมชน ความเหลื่อมล้ำภายใน และความขัดแย้งก็มีอยู่จริง แต่ความแตกต่างคือ ชุมชนมีอำนาจแก้ไขปัญหานั้นเอง ไม่ใช่รอคำสั่งจากรัฐ
นี่คือการเมืองแบบประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ได้เกิดในคูหาเลือกตั้ง แต่เกิดในที่ดินที่คนเหยียบยืนอยู่ทุกวัน
โฉนดชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่เป็นฐานรากของประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม เพราะมันทำให้คนมีสิทธิในทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิต สิ่งแวดล้อมไม่ถูกลดค่าเป็นต้นทุน การพัฒนาไม่สามารถเดินข้ามหัวชุมชนได้ง่าย ๆ
ในประเทศที่รัฐชินกับการบริหารผ่านคำสั่ง โฉนดชุมชนคือการเตือนว่า
ประชาธิปไตยไม่ได้เริ่มที่รัฐธรรมนูญ
แต่มันเริ่มที่สิทธิของคนในการอยู่กับแผ่นดินของตัวเอง
หากประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (10) คือการชี้ให้เห็นว่า คทช. คือเครื่องจักรควบคุมที่ดินของรัฐ ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (11) นี้คือการยืนยันว่า โฉนดชุมชนคือการเมืองของความหวัง
ไม่ใช่ความหวังลอย ๆ แต่เป็นความหวังที่หยั่งรากอยู่ในดิน น้ำ ป่า และชีวิตของผู้คนจริง ๆ
และตราบใดที่รัฐยังกลัวอธิปไตยรากหญ้า ตราบนั้นโฉนดชุมชนก็ยังเป็นภัยต่ออำนาจ
แต่สำหรับประชาชน มันคือโอกาสเดียวที่จะไม่ถูกลบออกจากแผนที่การพัฒนาของประเทศ
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

