ทุกปีเมื่อฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองใหญ่ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ รวมไปถึงเมืองหลวงกรุงเทพฯ เราจะเห็นภาพซ้ำเดิมทุกปี หน้ากาก N95 กลายเป็นเครื่องแบบของชนชั้นกลาง แอปพลิเคชันวัดคุณภาพอากาศกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และคำถามที่ถูกโยนเข้าสู่สังคมอย่างรวดเร็วคือ
“ใครเผา?”
คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามเชิงศีลธรรม แต่แท้จริงแล้วมันคือคำถามเชิงอำนาจ (power-laden question) เพราะมันไม่ได้เพียงแค่ค้นหาสาเหตุของมลพิษ หากกำลังค้นหาผู้ต้องรับผิด และในกระบวนการนั้น กลุ่มคนบางกลุ่มถูกทำให้กลายเป็นจำเลยของสังคม
คำตอบที่มักถูกผลิตซ้ำก็คือ “ชาวบ้านเผาป่า” “ไร่หมุนเวียนทำลายป่า” “ชาติพันธุ์ทำให้เกิดไฟ” แต่สิ่งที่ถูกละเลยอย่างเป็นระบบคือ โครงสร้างการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม การคมนาคม การเผาในภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ และที่สำคัญคือมลพิษข้ามพรมแดน
บทความนี้จึงตั้งคำถามใหม่ว่า ปัญหา PM2.5 ในประเทศไทยไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาความยุติธรรมเชิงชนชั้น (Environmental Inequality) ที่ถูกปกปิดด้วยวาทกรรมการอนุรักษ์
ในกรอบของ Environmental Justice (Schlosberg, 2007) ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่ที่มีมลพิษหรือไม่ แต่คือ ใครได้รับผลกระทบ และใครเป็นผู้ก่อ
ในกรณีของ PM2.5 ในประเทศไทย เราพบรูปแบบที่ชัดเจนของ Risk Inequality 1) ผู้ปล่อยมลพิษหลัก ภาคพลังงาน อุตสาหกรรม การขนส่ง และเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ 2) ผู้ได้รับผลกระทบ ประชาชนในเมืองและชนบท และ 3) ผู้ถูกกล่าวหา ชาวบ้านในพื้นที่ป่า ชาติพันธุ์ และเกษตรกรรายย่อย
ความย้อนแย้งคือ กลุ่มที่มีส่วนในการปล่อยน้อยที่สุดกลับถูกทำให้เป็นตัวปัญหามากที่สุด
นี่คือสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า externalization of blame หรือการผลักความรับผิดไปยังกลุ่มที่อ่อนแอกว่า (Martinez-Alier, 2002)
รัฐไทยตอบสนองต่อปัญหาไฟป่าด้วยนโยบาย ห้ามเผา 100% ซึ่งฟังดูเด็ดขาดและมีเหตุผลในเชิงการเมือง แต่ในเชิงนิเวศวิทยา นโยบายนี้กลับขัดแย้งกับความรู้พื้นฐานของระบบนิเวศป่าไม้
งานศึกษาจำนวนมากชี้ว่าไฟมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ เช่น ลดการสะสมของเชื้อเพลิง กระตุ้นการงอกใหม่ของพืชบางชนิด และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การห้ามเผาโดยสิ้นเชิงจึงนำไปสู่การสะสมของเชื้อเพลิง และเพิ่มความเสี่ยงของไฟป่าขนาดใหญ่ (Pyne, 2019)
อย่างไรก็ตาม รัฐเลือกใช้กฎหมายและมาตรการควบคุม เช่น การลาดตระเวน การจับกุม และการจำกัดการใช้พื้นที่ เป็นต้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไฟจากปรากฏการณ์ทางนิเวศไปสู่อาชญากรรม และเมื่อไฟกลายเป็นอาชญากรรม คนที่อยู่กับไฟจึงกลายเป็นอาชญากรไปโดยปริยาย
หนึ่งในความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดในสังคมไทย ณ เวลานี้คือ การเปรียบเทียบเชิงคุณค่าขององค์ความรู้ที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ก็คือไร่หมุนเวียนของชุมชนชาติพันธุ์ ถูกมองว่าทำลายป่า ส่วน Permaculture ของคนเมือง ถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมยั่งยืน
ทั้งที่ทั้งสองมีความแตกต่างกันในแง่ของนิเวศวัฒนธรรมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจุดที่ต่างกันคือ วิธีการจัดการพื้นที่และปัจจัยการผลิต
Permaculture แบบคนเมือง คือการออกแบบที่ดินแบบถาวรและปรับเปลี่ยนโครงสร้างในพื้นที่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดปี เน้นการคลุมดิน ทำปุ๋ยหมัก หรือทำกงขังดิน (Swale) เพื่อกักเก็บน้ำและธาตุอาหาร โดยใช้การออกแบบและการสังเกตเพื่อลดแรงงาน (ทำน้อยได้มาก) มักใช้เครื่องมือกึ่งถาวรหรือระบบน้ำหยด เป็นวัฒนธรรมแบบคนเมืองที่นำศาสตร์สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่อันจำกัด
ขณะที่ไร่หมุนเวียน เป็นการใช้ที่ดินระยะสั้น (1 ปี) แล้วปล่อยพักฟื้นยาว (7-12 ปี) ให้ป่าเติบโตขึ้นมาเองจนดินสมบูรณ์แล้วจึงวนกลับมาทำใหม่ มีการใช้ไฟในการเผาวัชพืชหลังการตัดฟัน เพื่อปลดปล่อยธาตุอาหารจากชีวมวลกลับสู่ดินอย่างรวดเร็ว มีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเน้นเครื่องมือพื้นบ้านอย่างเสียมและสองเท้าเพื่อรักษาหน้าดินบนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ผูกพันกับความเชื่อและประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่สืบทอดกันมานานก่อนที่โลกจะรู้จักคำว่าวิทยาศาสตร์เสียด้วยซ้ำ
สรุปแบบเห็นภาพก็คือ Permaculture เหมือนเป็นการสร้างป่ากินได้ไว้ในบ้านหรือพื้นที่ประจำของเรา ส่วนไร่หมุนเวียนคือการขอยืมป่ามาทำกินชั่วคราวแล้วคืนที่ให้ป่าดูแลตัวเองจนกว่าจะถึงรอบถัดไป
ซึ่งการเปรียบเทียบเชิงคุณค่าเช่นนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ Escobar (2018) เรียกว่า politics of knowledge ซึ่งได้ขยายความให้เห็นถึงการที่ความรู้บางแบบถูกยกระดับ ขณะที่บางแบบถูกทำให้ด้อยค่า
ในบริบทไทย ความรู้ของชุมชนถูกทำให้ไร้ความชอบธรรม เพราะไม่สอดคล้องกับกรอบวิทยาศาสตร์แบบรัฐ ในขณะที่ความรู้อีกแบบ เมื่อถูกแปลงเป็นภาษาวิชาการ กลับได้รับการยอมรับ นี่ไม่ใช่แค่ความไม่ยุติธรรมทางความรู้ แต่มันคือ การล่าอาณานิคมทางปัญญา (epistemic colonialism)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นการเติบโตของสิ่งที่อาจเรียกว่า Green Authoritarianismหรือกลุ่มที่อ้างการอนุรักษ์ แต่สนับสนุนการควบคุมพื้นที่ป่า การจำกัดสิทธิชุมชน และการใช้กฎหมายเข้มงวด กลุ่มนี้มักใช้ศีลธรรมเป็นเครื่องมือ เช่น “รักษาป่าเพื่อคนทั้งประเทศ” “หยุดเผาเพื่ออากาศสะอาด” แต่ศีลธรรมนี้กลับไม่ตั้งคำถามกับโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล อุตสาหกรรมที่ปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจกและ PM2.5 รวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทำลายทรัพยากรอย่างมหาศาล ซึ่งนี่คือสิ่งที่ Robbins (2012) เรียกว่า moral ecology หรือการใช้ศีลธรรมเพื่อจัดลำดับคุณค่าของผู้คน
ผลคือ ชาวบ้านถูกทำให้เป็นผู้ทำลาย ในขณะที่ทุนขนาดใหญ่ถูกทำให้มองไม่เห็น
ภายใต้ข้ออ้างของการแก้ปัญหา PM2.5 รัฐสามารถเข้มงวดการเข้าถึงพื้นที่ป่า ผลักชุมชนออกจากพื้นที่และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร รวมถึงการสมคมคิดกับนักอนุรักษ์เขียวขวาจัดผลักให้ชาวบ้านตกเป็นจำเลยของสังคม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Political Ecology ที่มองว่าสิ่งแวดล้อมมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบอำนาจของฝ่ายนำ (Peluso & Watts, 2001)
ดังนั้นไฟป่าจึงไม่ใช่แค่ปัญหา แต่มันกลายเป็นเหตุผลในการขยายอำนาจรัฐรวมศูนย์
ในขณะที่สังคมโฟกัสไปที่ไฟป่า มลพิษรูปแบบอื่นกลับถูกมองข้าม เช่น การปล่อยจากโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล การเผาในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการก่อสร้างขนาดใหญ่ รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้ซับซ้อนเกินกว่าพวกนักอนุรักษ์เขียวขวาจัดจะเข้าใจ เพราะคนพวกนี้มักหลงตนว่าสูงส่งกว่าชาวบ้านที่มีการศึกษาไม่เทียบเท่ากันตน แต่ทว่าพวกเขาก็ขาดการเชื่อมโยงประเด็นที่หลากหลายเช่นกัน
ซึ่ง Schlosberg (2007) เสนอว่า Environmental Justice มี 3 มิติ
- Distribution ใครได้รับผลกระทบ
- Recognition ใครถูกยอมรับ
- Participation ใครมีสิทธิพูด
จะเห็นว่าในกรณีไฟป่าไทย ชาวบ้านได้รับผลกระทบ แต่ถูกกล่าวหา ความรู้ท้องถิ่น ไม่ถูกยอมรับ การตัดสินใจ รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง นี่คือความล้มเหลวทั้งระบบ
หากเราต้องการแก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน เราต้องเปลี่ยนคำถามจาก “ใครเผา” มาเป็น “ระบบแบบไหนที่ทำให้ไฟกลายเป็นปัญหา”
ผมจึงมีข้อเสนอเชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1) การรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการไฟ 2) สนับสนุนการเผาเชิงควบคุม (controlled burning) 3) เปิดข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ 4) กระจายอำนาจการจัดการทรัพยากร และที่สำคัญคือ 5) ต้องยอมรับความรู้ท้องถิ่นหรือภูมิปัญญา
ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เพียงวิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่มันคือกระจกสะท้อนโครงสร้างอำนาจของสังคมไทย หากอากาศสะอาดถูกสร้างขึ้นโดยการกดทับคนบางกลุ่มมันไม่ใช่ความยั่งยืน แต่มันเป็นความรุนแรงในรูปแบบใหม่
ไฟไม่ได้เผาแค่ป่าแต่มันกำลังเผาสิทธิของผู้คน และตราบใดที่เรายังมองไม่เห็นความจริงข้อนี้ เราจะไม่มีวันดับไฟได้จริง
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” เป็นคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการบริหารด้านการสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

