default
มีบางประเทศสร้างเขื่อน บางประเทศทุบเขื่อน แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศรวมถึงประเทศไทยที่ใช้บ้านเรือนของประชาชนเป็นพื้นที่รับน้ำแบบไม่เป็นทางการ โดยไม่ต้องเวนคืน ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ไม่ต้องชดเชย และไม่ต้องสัญญาว่าปีหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีก
ในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นี่คือระบอบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเขื่อนใหญ่ต้องปล่อยน้ำเพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ น้ำก็ต้องไปลงที่ไหนสักแห่ง และที่ไหนสักแห่งที่ว่านั้นก็คือ ชุมชนลุ่มต่ำที่ไม่มีเสียงในโต๊ะนโยบาย
ดังนั้น การวิพากษ์ปัญหาน้ำท่วมในไทย ไม่ใช่การถกเถียงว่าสร้างเขื่อนเพิ่มไหม หรือปล่อยน้ำช้าไปหรือเร็วไป แต่เป็นการตั้งคำถามว่า
เหตุใดประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจึงไม่มีสิทธิอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเลยแม้แต่น้อย?
นี่คือคำถามของคอลัมน์ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (Environmental Democracy) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นแก่นของ Aarhus Convention และ Escazú Agreement ที่ยืนบนหลักฐานว่า สิทธิในข้อมูล สิทธิการมีส่วนร่วม สิทธิการเข้าถึงความยุติธรรม คือรากฐานของความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
แต่ในไทย สิทธิทั้งสามข้อนี้ถูกทำให้เป็นเพียงเงา โดยรัฐที่เลือกบริหารน้ำด้วยสูตรเดิม ปกปิดข้อมูล เปิดน้ำ ปล่อยให้ชาวบ้านรับกรรม
สิทธิที่จะรับรู้ข้อมูล (Right to Access Information) Aarhus และ Escazú เน้นว่าสาธารณชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม แบบจำลองความเสี่ยง (risk model) แผนปล่อยน้ำ ปริมาณน้ำ ระดับน้ำ ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และข้อมูลผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน
แต่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ข้อมูลพื้นฐานที่ชาวบ้านควรได้รู้แต่ไม่เคยรู้ทันเวลา ได้แก่ เขื่อนมีแผนปล่อยน้ำวันไหน ปริมาณเท่าไร? ปล่อยน้ำเพราะเหตุฉุกเฉิน หรือเพราะการบริหารผิดพลาด? พื้นที่ไหนถูกกำหนดให้เป็น “แก้มลิงตามธรรมชาติ” โดยไม่ได้ถามเจ้าของพื้นที่? นิคมอุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจขนาดใหญ่กำลังถูกปกป้องด้วยการปล่อยน้ำท่วมพื้นที่อื่นหรือไม่?
แม้กรมชลประทานจะมีระบบประกาศ แต่ประกาศส่วนใหญ่ทำหลังจากเริ่มเพิ่มการระบายน้ำไปแล้ว หรือทำในรูปแบบที่ชุมชนไม่สามารถเข้าถึงได้ทัน มันขัดกับหลักข้อมูลที่ต้องโปร่งใส ล่วงหน้า และเข้าใจได้ (timely, accessible, comprehensible) ตามมาตรฐาน Escazú
สิทธิที่จะมีส่วนร่วม (Right to Participation) ในทางทฤษฎี ชุมชนควรได้เข้าร่วมในแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ การกำหนดพื้นที่รับน้ำ (floodway, flood retention zone) การกำหนดมาตรการเตือนภัย การประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment) การออกแบบมาตรการชดเชย
แต่ในประเด็นนี้ การมีส่วนร่วมของชาวบ้านคืออะไร? คือการรับฟังผลกระทบหลังเกิดความเสียหายแล้ว คือการพูดในเวทีที่จัดขึ้นแบบพิธีกรรม คือการถูกบอกว่าพื้นที่นี้จำเป็นต้องรับน้ำเพื่อช่วยประเทศในระดับมหาภาค คือการฟังเจ้าหน้าที่อ่านสไลด์ที่เขียนเสร็จไปแล้ว คือการถูกทำให้เป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่
ในเชิงมานุษยวิทยา นี่คือการทำให้ชุมชนสูญเสียความเป็น agency และกลายเป็นผู้ถูกปกครองเชิงนิเวศ (ecologically governed subjects)
สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรม (Right to Access Justice) Aarhus และ Escazú กำหนดว่า ประชาชนต้องมีสิทธิเข้าถึงศาลและกระบวนการอุทธรณ์เมื่อเกิดความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม
แต่ในไทย? กรณีน้ำจากเขื่อนทำให้บ้านเรือนเสียหายจะฟ้องใคร? ฟ้องกรมชลประทาน? รัฐไม่เคยยอมรับความผิด ฟ้องหน่วยงานด้านน้ำ? เขาบอกว่าน้ำท่วมเพราะธรรมชาติ ฟ้องแบบ collective action? ไทยไม่มีกฎหมาย class action สำหรับกรณีน้ำ ฟ้องแบบละเมิด? ศาลไทยมักมองว่าน้ำท่วมเป็นเหตุสุดวิสัย
ดังนั้น ชาวบ้านจึงไม่ได้สิทธิในความยุติธรรมแม้แต่น้อย ซึ่งขัดเต็ม ๆ กับ Escazú ข้อ 8 ที่ระบุสิทธิฟ้องร้องในคดีสิ่งแวดล้อม
ทำไมอยุธยาถึงต้องท่วมก่อน? เพราะรัฐวางโครงสร้างลุ่มน้ำเจ้าพระยาแบบปกป้องศูนย์กลางเศรษฐกิจ ผลักความเสี่ยงไปยังลุ่มต่ำ โดยมี 3 เหตุผลเชิงโครงสร้าง
- ตำแหน่งที่ตั้ง อยู่ในคอคอดระหว่างแม่น้ำใหญ่หลายสาย ทำให้ถูกกำหนดเป็น พื้นที่รับน้ำ (floodway) มาแต่เดิม
- ไม่มีระบบป้องกันล่วงหน้า เช่น คลองผันน้ำขนาดใหญ่ ที่รัฐวางแผนมานานแต่ไม่เคยสร้าง
- เมืองอุตสาหกรรมภาคกลางต้องคงสภาพผลิต เช่น นวนคร บางปะอิน บางปะกง ซึ่งรัฐปกป้องเต็มที่ เพราะมูลค่าความเสียหายอาจหลายแสนล้าน
ผลคืออยุธยาและจังหวัดรอบข้างกลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำราคาถูกที่สุดในสูตรคำนวณทางเศรษฐกิจ–รัฐศาสตร์ของไทย
ความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice) ชี้ว่า ภาระด้านสิ่งแวดล้อมตกอยู่บนชุมชนที่รายได้ต่ำ การเมืองอ่อน โครงสร้างอำนาจไม่รองรับ การเข้าถึงสื่อและข้อมูลต่ำ ไม่มีอำนาจต่อรองในนโยบาย มันเป็นความเหลื่อมล้ำกับพื้นที่ที่ไม่มีเสียง
เมื่อมาเทียบกับข้อมูลน้ำท่วมในไทย เราพบว่าชุมชนที่ท่วมบ่อยที่สุดคือ ชุมชนที่ยากจนที่สุดในลุ่มเจ้าพระยา พื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำคือ พื้นที่ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง และพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องสูงสุดคือ นิคมอุตสาหกรรมกับพื้นที่เศรษฐกิจ นี่คือกรณีศึกษาหรือกรณีตัวอย่างของความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
Escazú ระบุว่า การเข้าถึงข้อมูลต้องโปร่งใส เต็มรูปแบบ อธิบายผลกระทบ บอกทางเลือกของประชาชน แต่บ้านเรา ข้อความที่รัฐใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ฝนตกหนักเป็นเหตุสุดวิสัย น้ำเหนือมากกว่าที่คาดการณ์ เขื่อนจำเป็นต้องระบายน้ำเพื่อความปลอดภัย เป็นธรรมชาติของพื้นที่ลุ่มต่ำ
ข้อเท็จจริงที่ถูกปิด ปล่อยน้ำเพราะการบริหารผิดพลาดตั้งแต่ต้นฤดู ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าในระดับชุมชน ไม่มีข้อมูล risk map ที่อัปเดต ไม่มีการเปิดข้อมูลว่ารัฐปกป้องพื้นที่ใดเป็นพิเศษ ไม่มีการเปิดเผยผลกระทบต่อเกษตรกรและแรงงานในพื้นที่ท้ายเขื่อน แม้รัฐจะบอกว่าข้อมูลมีอยู่แล้ว แต่ข้อมูลที่มีนั้นไม่เคยถูกแปลให้เข้าถึงได้ อ่านได้ หรือใช้วางแผนได้ นี่คือการใช้ data governance เพื่อคุมข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อคุ้มครองประชาชน
รัฐไทยบริหารน้ำด้วยโครงสร้างความคิดเดิม ๆ 3 ประการ 1) น้ำต้องเชื่อฟังรัฐ (Hydro-discipline) เพราะรัฐเชื่อว่าเขื่อนแก้ได้ทุกอย่าง และเมื่อเขื่อนรองรับน้ำไม่พอ ก็โยนภาระให้พื้นที่ลุ่มต่ำ บ้านเรือน ไร่นาจึงถูกทำให้เป็นเขื่อนจำเป็น โดยไม่มีเอกสารประกาศอย่างเป็นทางการ เหมือนการใช้ทรัพย์สินประชาชนเป็นโครงสร้างชลประทานโดยพฤตินัย 2) ความเสียหายของประชาชนเท่ากับความจำเป็นแห่งรัฐ นี่เป็นภาษาที่รัฐใช้เพื่อให้ความสูญเสียของชาวบ้านกลายเป็นต้นทุนที่ต้องยอมรับ โดยที่เจ้าของชีวิต บ้าน ที่ดิน แรงงานไม่เคยถูกถามเลยว่าพร้อมยอมรับหรือไม่ และ3) ป้องกันเศรษฐกิจใหญ่ก่อน คนท้องถิ่นไปจัดการเอาเอง รัฐใช้อำนาจปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจโดยย้ายความเสี่ยงไปยังพื้นที่ที่อ่อนที่สุด แล้วปล่อยให้ อบต. อบจ. ต้องดูแลกันเอง
นี่คือโครงสร้างอำนาจแบบ top-down ที่ขัดแย้งโดยตรงกับ Escazú ซึ่งยืนบนหลักการว่าผู้ได้รับผลกระทบต้องเป็นศูนย์กลางของการออกแบบนโยบาย
การแก้น้ำท่วมไทยจะไม่ยั่งยืน หากยังคงโครงสร้างแบบเดิม คือผู้รับผลกระทบไม่มีสิทธิพูด การเปลี่ยนแปลงสำหรับประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมจึงมี 4 ขั้น ดังนี้
- เปิดข้อมูลทั้งหมด (mandatory disclosure) ปริมาณน้ำ แผนปล่อย risk map ผลกระทบ ทางเลือก ต้องทำเป็น open data ตามหลัก Aarhus
- สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมแบบ meaningful ไม่ใช่เวทีแจ้งข่าว แต่เป็นเวทีร่างนโยบายร่วม ต้องใช้การประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment) และการประเมินความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Assessment)
- กำหนดพื้นที่รับน้ำด้วยกระบวนการประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ต้องมีความสมัครใจ ต้องมีสัญญา มาตรการการชดเชย การอพยพ การเวนคืนที่เป็นธรรม ห้ามใช้บ้านชาวบ้านเป็นโครงสร้างชลประทานแบบปิดบัง
- เปิดช่องทางฟ้องร้องภาครัฐในกรณีน้ำท่วมจากการบริหารผิดพลาด ปรับกฎหมายละเมิด สร้างกลไก class action ด้านสิ่งแวดล้อม
นี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้น้ำท่วมไม่ใช่เรื่องโชคชะตา แต่เป็นพื้นที่ของสิทธิ เสียง และอำนาจต่อรอง น้ำอาจไหลตามแรงโน้มถ่วง แต่การจัดการน้ำไหลตามโครงสร้างอำนาจ
ในประเทศไทย น้ำท่วมไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่น้ำท่วมคือ ผลทางการเมืองของการเลือกปกป้องพื้นที่หนึ่งและผลักภาระให้อีกพื้นที่หนึ่ง
เมื่อพื้นที่ของชุมชนถูกใช้เป็นเขื่อน เมื่อชีวิตคนถูกใช้เป็นต้นทุนของนโยบาย เมื่อสิทธิในข้อมูล สิทธิการมีส่วนร่วม สิทธิความยุติธรรมถูกพรากไป นั่นไม่ใช่การบริหารจัดการน้ำ แต่มันเป็นการจัดสรรความทุกข์ภายใต้อำนาจรัฐ
Aarhus และ Escazú ชี้ว่าประชาชนต้องมีสิทธิอยู่ในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในไทย คนใต้เขื่อนยังถูกทำให้เป็นเพียงเงา เงาที่ต้องจมน้ำเพื่อให้เศรษฐกิจระดับบนยืนได้อย่างแห้งสนิด
หากเราอยากเห็นการบริหารน้ำที่ยุติธรรม เราต้องเริ่มด้วยการคืนอำนาจให้ผู้ที่จมน้ำทุกปี เพราะน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องของน้ำอย่างเดียว
แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ และสิทธิที่จะไม่ต้องเป็นเขื่อนให้ใครอีกต่อไป
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

