ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมตอนที่ 17 ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองไทยแม้จะดูทันสมัยและเป็นสากล แต่กลับทำงานอยู่ภายในโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างแนบแน่น สิ่งแวดล้อมถูกทำให้เป็นเรื่องทางเทคนิค ไม่ใช่เรื่องของสิทธิ และประชาชนถูกวางไว้ในฐานะผู้รับผลกระทบ ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง
มาถึงตอนนี้จึงไม่ได้ถามว่าใครสีเขียวกว่าใคร แต่จะถามให้ลึกกว่านั้นว่า
ถ้าจะเปลี่ยนจากนโยบายสีเขียว ไปสู่ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมจริง ๆ อะไรคือสิ่งที่พรรคการเมืองไทยไม่กล้าเขียน และอะไรคืออำนาจที่ต้องถูกยึดคืนจากรัฐและทุน
จากการสังเคราะห์นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองทั้งหมดเผยให้เห็นความเงียบร่วมที่น่ากังวล นั่นคือการหลีกเลี่ยงประเด็นอำนาจอย่างเป็นระบบ
ไม่มีพรรคใดพูดถึงการรับรองทรัพยากรธรรมชาติในฐานะสมบัติร่วมของชุมชน ไม่มีพรรคใดเสนอสิทธิในการยับยั้งโครงการที่กระทบชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง และไม่มีพรรคใดแตะโครงสร้างการรวมศูนย์งบประมาณ ข้อมูล และการตัดสินใจด้านทรัพยากร
ความเงียบเช่นนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบการเมืองที่ยังพึ่งพารัฐส่วนกลาง ทุนขนาดใหญ่ และระบบอุปถัมภ์ในการดำรงอยู่
ทุกพรรคใช้ EIA และ EHIA เป็นคำตอบสากลของปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่แทบไม่มีพรรคใดกล้าตั้งคำถามกับโครงสร้างของมัน
EIA ในประเทศไทยไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องสิทธิชุมชน หากแต่ออกแบบมาเพื่อจัดการความเสี่ยงของโครงการให้เดินหน้าได้อย่างถูกกฎหมาย การที่รัฐและเอกชนเป็นผู้ว่าจ้าง การกำหนดขอบเขตโดยหน่วยงานส่วนกลาง และการขาดอำนาจยับยั้งของชุมชน ทำให้ EIA กลายเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม มากกว่าการป้องกันความเสียหาย
การยึด EIA เป็นหัวใจของนโยบายโดยไม่แตะโครงสร้าง จึงเท่ากับการแช่แข็งสิทธิชุมชนไว้ใต้กองเอกสารหนา ๆ เท่านั้น
นโยบายพลังงานสะอาดของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังคงยึดรัฐและตลาดเป็นศูนย์กลาง โซลาร์รูฟท็อปถูกพูดถึงในฐานะผู้ผลิตรายย่อย แต่โครงข่ายไฟฟ้า การกำหนดราคา และการอนุญาตยังอยู่ในมือรัฐและรัฐวิสาหกิจ นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยพลังงาน (Energy Democracy) แต่เป็นนโยบายสีเขียวแบบรวมศูนย์อำนาจ (Green Centralization) ที่เปลี่ยนแค่แหล่งพลังงาน แต่ไม่เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ
แม้หลายพรรคจะพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม (Just Transition) แต่กลับจำกัดความหมายไว้ที่การช่วยเหลือแรงงานหรือการเยียวยาหลังความเสียหาย ไม่ได้แตะความไม่เสมอภาคในการเผชิญความเสี่ยงของชุมชนชายขอบ
การไม่พูดถึงสิทธิในการตัดสินใจ เท่ากับการยอมรับว่าบางกลุ่มต้องแบกรับต้นทุนของการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของคนอื่นต่อไปอยู่ดี
ช่องว่างหลักของนโยบายสิ่งแวดล้อมไทยอยู่ที่การไม่เชื่อมโยงเป้าหมายเชิงนโยบายเข้ากับการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ
สิ่งที่พรรคการเมืองนำเสนอไม่ว่า คาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) กฎหมายสภาพภูมิอากาศ (Climate Law)
แต่สิ่งที่ขาดหายไปในข้อเสนอนโยบายเหล่านี้คือ สิทธิชุมชน การกระจายอำนาจ และสิทธิหรืออำนาจในการยับยั้งโครงการของชุมชน (Community Veto)
การสร้างประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากการยอมรับว่าปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คืออำนาจ
- รับรองทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติร่วมของสาธารณะ
- ถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจสู่ชุมชน
- ปรับ EIA ให้ชุมชนเป็นเจ้าภาพ
- รับรองสิทธิในการปฏิเสธโครงการ
- เปิดเผยข้อมูลเชิงรุกโดยไม่มีเงื่อนไข
ตราบใดที่พรรคการเมืองยังไม่กล้าพูดเรื่องอำนาจ ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
และการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนรัฐบาลได้ แต่หากไม่เปลี่ยนโครงสร้างการจัดการทรัพยากร สิ่งแวดล้อมก็จะยังเป็นของรัฐและทุนต่อไป
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” เป็นคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการบริหารด้านการสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

