ทุกครั้งที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงในภาคเหนือ วาทกรรมหนึ่งจะถูกปล่อยออกมาราวกับเป็นสัจธรรม “หยุดเผา แล้วปัญหาจะจบ”
คำพูดสั้น ๆ นี้ฟังดูมีเหตุผล เรียบง่าย และจับต้องได้ แต่มันกลับซ่อนความรุนแรงเชิงโครงสร้างไว้ภายในอย่างแนบเนียน
เพราะในความเป็นจริง ไฟไม่เคยถูกห้ามอย่างแท้จริง มันเพียงถูกจัดระเบียบใหม่ให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐและผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่ม ในขณะที่การใช้ไฟของชุมชนกลับถูกทำให้เป็นอาชญากรรม
นี่ไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมล้วน ๆ แต่มันเป็นการเมืองของอำนาจ (politics of control) ที่ตัดสินว่าไฟแบบไหนถูกกฎหมาย ไฟของใครมีความชอบธรรม และใครต้องถูกลงโทษ
แนวคิด “ห้ามเผาโดยเด็ดขาด” หรือ Zero Burning ถูกนำเสนอในฐานะทางออกเชิงนโยบาย แต่ในเชิงนิเวศวิทยา แนวคิดนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้
ผมจึงขอย้ำงานของ Stephen J. Pyne อีกครั้งว่า ไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาโดยตลอด โดยเฉพาะในป่าเขตร้อน เพราะไฟทำหน้าที่ลดเชื้อเพลิงสะสม กระตุ้นการงอกใหม่ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
ดังนั้นไม่มีไฟ ไม่ได้แปลว่าธรรมชาติจะสมบูรณ์ แต่มันอาจหมายถึงระบบนิเวศที่กำลังถูกบิดเบือน
Zero Burning จึงไม่ใช่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่มันเป็นอุดมการณ์ (ideology) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้การควบคุมไฟโดยรัฐดูชอบธรรม และชนชั้นกลางในเมืองก็ดูเหมือนจะถูกใจเป็นอย่างยิ่ง
ในทางปฏิบัติ เราพบความย้อนแย้งอย่างชัดเจนว่า ไฟของเจ้าหน้าที่รัฐถูกเรียกว่า การชิงเผา (prescribed burning) และการจัดการเชื้อเพลิง
ส่วนไฟของชาวบ้านกลับถูกเรียกว่า การเผาป่า การทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ในเชิงกายภาพมันก็คือไฟเหมือนกัน
นี่คือสิ่งที่ Pierre Bourdieu อธิบายว่ามันเป็น symbolic power หรืออำนาจในการนิยามความหมายของสิ่งต่าง ๆ เมื่อรัฐนิยามว่าไฟของตนเองเป็นวิทยาศาสตร์ แล้วนิยามว่าไฟของชาวบ้านเป็นอาชญากรรม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความเหลื่อมล้ำทางนโยบาย แต่เป็นการผลิตความจริงสองชุดในโลกเดียวกัน
การใช้ไฟของชุมชน โดยเฉพาะในระบบไร่หมุนเวียนไม่ใช่การเผาแบบไร้เหตุผล แต่มันเป็นความรู้เรื่องฤดูกาล ความเข้าใจเชื้อเพลิง และการจัดการภูมิทัศน์ ซึ่งความรู้เหล่านี้กลับไม่ถูกยอมรับในระบบนโยบาย Boaventura de Sousa Santos เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า epistemicide หรือการฆ่าความรู้ของผู้อื่น
ในบริบทไฟป่า มันหมายถึงการที่ความรู้ของรัฐเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ส่วนความรู้ของชุมชนเป็นแค่ความเชื่อที่ต้องถูกกำจัด
การควบคุมไฟไม่ใช่เรื่องเทคนิคแต่มันคือการควบคุมพื้นที่ เมื่อรัฐผูกขาดอำนาจในการใช้ไฟ สิ่งที่ตามมาคือ การกำหนดเขตป่า การจำกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ดิน และการควบคุมการดำรงชีวิตของชุมชน ไฟจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือทางนิเวศ แต่มันเป็นเครื่องมือทางอำนาจ
ในทุกฤดูฝุ่น เราจะเห็นการปรากฏตัวของ “ฮีโร่” ในนามของการต่อสู้เพื่ออากาศสะอาด หลายเครือข่ายภาคประชาสังคมคนในเมืองถูกยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละ ผู้ลงพื้นที่ ผู้เผชิญหน้ากับไฟ
แต่คำถามที่ต้องถามคือ พวกเขากำลังดับไฟ หรือกำลังสร้างเรื่องเล่าที่ทำให้สังคมเลือกข้างกันแน่
ชนชั้นกลางในเมืองเริ่มจากสถานะผู้ได้รับผลกระทบจาก PM2.5 แต่กลับยกระดับตัวเองเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผู้ตัดสินความถูกผิด ผู้ผูกขาดศีลธรรม นี่แหละที่ผมเขียนถึงบ่อย ๆ ว่ามันเป็น moral authority without lived experience แปลตรงตัวเลยก็คือ อำนาจศิลธรรมที่ปราศจากประสบการณ์ตรง
ภายใต้วาทกรรม สงครามไฟป่า มันจึงจำเป็นต้องมีผู้ร้าย และผู้ร้ายก็มักจะเป็นชาวบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์ และคนจนในป่าเสมอ นี่จึงเป็นกระบวนการสร้างแพะรับบาป (scapegoating) ที่คนชนชั้นผู้ดีในเมืองและรัฐชอบสร้างขึ้นมา
ภาพของอาสาสมัคร การดับไฟ การเสียสละ มักสร้างทุนทางศีลธรรม แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำหน้าที่กลบความรุนแรงของนโยบายรัฐที่กำลังจำกัดสิทธิของชุมชน
องค์ความรู้เรื่องนิเวศที่มีไฟเป็นองค์ประกอบ (fire ecology) และการจัดการไฟโดยชุมชนมีอยู่มากมาย แต่กลับไม่ถูกนำมาใช้ นี่ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เป็นเพราะไม่ยอมรู้ การไม่ยอมรับความรู้ของชุมชนทำให้การควบคุมไฟโดยรัฐยังคงชอบธรรมเสมอ
แนวโน้มนี้สามารถอธิบายได้ผ่านแนวคิด eco-authoritarianism ซึ่งหมายถึงการใช้นโยบายสิ่งแวดล้อมเพื่อขยายอำนาจรัฐและจำกัดสิทธิของประชาชน
ในกรณีไฟป่ามันแสดงออกผ่านการห้ามใช้ไฟ การลงโทษ และการควบคุมพื้นที่
ท้ายที่สุด ปัญหาของไฟป่าในประเทศไทย ไม่ได้อยู่ที่ไฟมากเกินไป แต่มันอยู่ที่อำนาจในการใช้ไฟถูกผูกขาดโดยคนบางกลุ่มและถูกปฏิเสธจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง
“ไฟไม่เคยเป็นศัตรูแต่การผูกขาดไฟต่างหากที่กำลังเผาความยุติธรรมของสังคมนี้อย่างเงียบงัน”
บทความโดย ตาล วรรณกูล – กรรมการบริหาร สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

