หากตอนที่ 1 ผมเขียนถึงการผลิตศัตรูในสงครามไฟป่า และตอนที่ 2 ชี้ให้เห็นถึงการผูกขาดอำนาจเหนือไฟ ตอนจบนี้ก็คือการย้ำให้ชัดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องไฟป่า แต่มันคือโครงสร้างทางการเมืองในการควบคุมชีวิต (politics of life control) ที่ดำเนินการภายใต้ชื่ออันสวยหรูว่า การอนุรักษ์
ในรัฐไทย การจัดการไฟป่าไม่ได้จบที่การดับไฟ แต่มันลุกลามไปสู่การควบคุมพื้นที่ สิทธิ และวิถีชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะคนที่อยู่ชายขอบของรัฐ
แนวคิดการอนุรักษ์ในประเทศไทยจำนวนมากไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของสิทธิ แต่ตั้งอยู่บนฐานของการควบคุม นักวิชาการจำนวนมากเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า eco-authoritarianism หรืออนุรักษ์แบบอำนาจนิยม ซึ่งหมายถึงการใช้เหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อขยายอำนาจรัฐ และจำกัดสิทธิของประชาชน
Robyn Eckersley อธิบายว่า รัฐสามารถใช้วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นข้ออ้างในการรวมศูนย์อำนาจ และลดทอนกระบวนการประชาธิปไตย
ในบริบทไทย ไฟป่าและ PM2.5 กลายเป็นวิกฤตที่ถูกใช้ มากกว่าปัญหาที่ถูกแก้ เมื่อรัฐผูกขาดอำนาจในการใช้ไฟ สิ่งที่ตามมาคือการผูกขาดอำนาจเหนือชีวิต
แนวคิดของ Michel Foucault เรื่อง biopolitics ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจนว่า รัฐไม่ได้ควบคุมแค่พฤติกรรม แต่ควบคุมว่าใครมีสิทธิอยู่ ใครต้องออกไป และใครถูกนิยามว่าเป็นภัย
ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์สิ่งนี้ปรากฏในรูปแบบของการประกาศเขตป่า การบังคับใช้กฎหมาย และการไล่รื้อ
ไฟป่าจึงไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มันเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบประชากร
หนึ่งในกลไกที่รุนแรงที่สุดของ eco-authoritarianism คือการทำให้การดำรงชีวิตของคนบางกลุ่มกลายเป็นความผิด การอยู่ในป่าคือการบุกรุก การทำกินคือการทำลาย การใช้ไฟคืออาชญากรรม
นี่คือกระบวนการที่ James C. Scott เรียกว่า การทำให้รัฐมองเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน (legibility) รัฐต้องทำให้ทุกอย่างวัดได้ ควบคุมได้ และลงโทษได้ แต่สิ่งที่หายไปคือ ความซับซ้อนของชีวิตมนุษย์
ชนชั้นกลางในเมืองมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดัน eco-authoritarianism พวกเขาอาจไม่ได้จับกุมใคร ไม่ได้ออกกฎหมาย แต่พวกเขาทำสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ พวกเขาสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงนั้น
ชนชั้นกลางเมืองมักยืนอยู่บนจุดยืนที่ดูถูกต้อง เช่น อากาศสะอาด การอนุรักษ์ การหยุดเผา แต่สิ่งที่ถูกละเลยคือ คำถามเรื่องความยุติธรรม ใครต้องจ่ายต้นทุนของอากาศสะอาด? ใครต้องสูญเสียชีวิตเพื่อให้เมืองหายใจได้?
โลกถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง คนไม่เผาก็คือคนดี คนเผาคือคนเลว นี่เป็นการทำให้เรื่องราวที่มีความซับซ้อนทางศีลธรรมกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย (moral simplification) ที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้ความรุนแรงดูสมเหตุสมผล
ในเวทีนโยบาย เสียงของใครถูกนับ? นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ NGOs เมือง
แล้วเสียงของชาวบ้าน ชาติพันธุ์ คนชายขอบ อยู่ตรงไหน?
นี่คือสิ่งที่ Gayatri Chakravorty Spivak ตั้งคำถามไว้ว่า
“Can the subaltern speak?”
คำตอบในกรณีนี้คือ
“พูดได้ แต่ไม่มีใครฟัง”
eco-authoritarianism ไม่ได้หยุดแค่สิ่งแวดล้อม แต่มันกระทบสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ สิทธิในที่ดิน สิทธิในการดำรงชีวิต และสิทธิในการมีส่วนร่วม
ในหลายกรณี การจัดการไฟป่านำไปสู่การตรวจสอบสิทธิที่ดิน การไล่รื้อ และการจำกัดกิจกรรมชุมชน สิ่งที่เริ่มจาก ไฟ จึงจบลงที่ ชีวิต
PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่มันกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ความกลัวถูกใช้เพื่อเร่งนโยบาย ลดการตั้งคำถาม และสร้างฉันทามติแบบเงียบ ๆ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า politics of fear หรือก็คือ การเมืองแห่งความกลัวนั่นเอง
หากเรายังแก้ปัญหาด้วยการควบคุมปัญหาจะไม่มีวันจบ สิ่งที่จำเป็นคือ การยอมรับความรู้ของชุมชน การกระจายอำนาจ และการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม
นี่คือแนวทางของ Environmental Justice และ Human Rights-Based Approach
ท้ายที่สุด คำถามไม่ใช่แค่ เราจะลดไฟได้อย่างไร แต่คือ ใครมีสิทธิอยู่ในโลกนี้ และใครถูกบังคับให้หายไปเพื่อให้คนอื่นหายใจได้?
“ในนามของอากาศสะอาด เรากำลังสร้างสังคมที่บางคนมีสิทธิหายใจ ในขณะที่บางคนไม่มีสิทธิแม้แต่จะมีชีวิตอยู่ในที่ของตนเอง”
บทความโดย ตาล วรรณกูล – กรรมการบริหาร สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

