สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ หรือ สคส. เผยจดหมายเปิดผนึกถึง นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงวันที่ 8 กรกฏาคม 2568 เรื่อง ข้อเสนอด้านกฎหมาย นโยบาย และการขับเคลื่อนสิทธิ ความเป็นธรรมในสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของ พลเมืองไทย จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษ โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ครม. ประสานประเทศต้นเหตุให้รับผิดชอบความเสียหายและฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและธรรมชาติ พร้อมทั้งข้อเสนอเชิงกฎหมายและนโยบายสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่ ด้านสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ด้านมลพิษ ภัยธรรมชาติ และผลกระทบข้ามพรมแดน ด้านคนอยู่กับป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และชนเผ่า ด้านมหาสมุทร สุขภาพ และความเป็นธรรม ด้านการบริหารจัดการน้ำ ภัยพิบัติ และสิทธิชุมชน ด้านมลพิษและกากอุตสาหกรรม ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และด้านความยั่งยืนด้านภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ
โดยเนื้อความของจดหมายเปิดผนึกระบุ จากเวทีสัมมนาสาธารณะ “สิทธิ ความเป็นธรรม ในสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะ พลเมืองไทย” ซึ่งจัดโดยสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) พร้อมด้วยภาคีภาคประชาชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2568 สคส.ขอนำเสนอข้อเสนอเชิงกฎหมาย นโยบาย และกลไกการขับเคลื่อน เพื่อให้รัฐบาลยกระดับการประกันสิทธิในสิ่งแวดล้อม สุขภาวะ และความเป็นธรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
สคส.ขอย้ำว่า สิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการโดย คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ค.ศ. 2021) และรับรองโดย ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ค.ศ. 2022) ด้วยมติเสียงข้างมาก 161 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
สิทธินี้เชื่อมโยงกับสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี สิทธิในข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งยังสัมพันธ์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และหลักสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ประเทศไทยได้มีพันธกรณีระดับระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องประกันสิทธิเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ปัญหาใหญ่ที่ประเทศไทยเผชิญในปัจจุบัน เช่น มลพิษ ภัยพิบัติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างการพัฒนาที่ขาดความยั่งยืนและเป็นธรรม และการจัดทำนโยบายที่ไม่ครอบคลุมสิทธิ ล้วนส่งผลต่อสุขภาพ ความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และความผาสุกของประชาชน และการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิชุมชนโดยตรง จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยด่วน
ข้อเสนอเชิงกฎหมายและนโยบายสำคัญ
1. สิทธิในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
กำหนดสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายสิ่งแวดล้อม ตรากฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม และวางระบบป้องกัน เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ
2. มลพิษ ภัยธรรมชาติ และผลกระทบข้ามพรมแดน กำหนดแนวทางแยกตามระดับผลกระทบ เช่น
- แก้ปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษ ให้กระทรวงทรัพยากรฯ เสนอ ครม. ประสานประเทศต้นเหตุให้รับผิดชอบความเสียหายาและฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและธรรมชาติ
- แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ใช้กลไกอาเซียน และตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ–ประชาชนในพื้นที่
- โครงการเขื่อนแม่น้ำโขง ให้ชะลอโครงการ และรับฟังเสียงชุมชนลุ่มน้ำอย่างครบถ้วน
3. คนอยู่กับป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และชนเผ่า
- ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่กระทบสิทธิชุมชนจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
- เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติส่งเสริมและการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558
- ส่งเสริมร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ร่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชน และผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองส่งเสริมชาติพันธุ์ให้มีผลบังคับใช้
4. มหาสมุทร สุขภาพ และความเป็นธรรม
- ทบทวนการแก้ พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 โดยคงบทบัญญัติที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม
- สนับสนุนสิทธิประมงพื้นบ้าน ประเมินพระราชบัญญัติทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 บนหลักสิทธิชุมชน
- รับรองสนธิสัญญาพลาสติกโลก
- ตรากฎหมายจัดการพลาสติกทั้งห่วงโซ่ชีวิต
- ยุติโครงการถมทะเลและสะพานเศรษฐกิจที่กระทบระบบนิเวศ
5. การบริหารจัดการน้ำ ภัยพิบัติ และสิทธิชุมชน
- ทบทวนโครงการบริหารจัดการน้ำ เช่น โขง–ชี–มูล ที่ไม่ก่อประโยชน์ และสร้างผลกระทบแก่คนรายได้น้อย
- เสริมการเตือนภัยและวัสดุฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ
- กระจายอำนาจการจัดการน้ำสู่ชุมชนกลุ่มผู้ใช้น้ำ
- ชดเชยชุมชนที่เสียสละพื้นที่รับน้ำ
6. มลพิษและกากอุตสาหกรรม ขยะอิเล็กทรอนิกส์
- บังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบทิ้งของเสียและขยะอิเล็กทรอนิกส์
- เร่งนำร่างพระราชบัญญัติปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ พ.ศ…..เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
- เสริมศักยภาพท้องถิ่นในการเฝ้าระวัง
- ยกเลิกส่งเสริมการลงทุนในโรงงานที่ก่อมลพิษในพื้นที่เปราะบาง
7. ความยั่งยืนด้านภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหยุดการทำลายความหลากหลายภายในปี 2030
- เปลี่ยนผ่านสู่เกษตรนิเวศ พลังงานหมุนเวียน
- มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิชุมชนในระบบนิเวศ
- หลีกเลี่ยงกลไกตลาดที่ฟอกเขียว
- สนับสนุนการปรับตัวของกลุ่มเปราะบางด้วยงบประมาณและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอเพิ่มเติมต่อภาคประชาชนและภาควิชาการ
- ให้จัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กับภาคประชาชน เพื่อประสานการขับเคลื่อนข้อเสนอ
- ขอให้ภาควิชาการมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างองค์ความรู้ สนับสนุนสิทธิชุมชน และเสริมพลังให้ภาคประชาชนมีอำนาจต่อรองในเชิงโครงสร้างมากขึ้น
เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามข้อเสนอข้างต้นโดยเร็ว เพื่อวางรากฐานของสังคมที่เคารพสิทธิของประชาชน และธรรมชาติอย่างแท้จริง
ด้านนายสาคร สงมา ประธานคณะกรรมการบริหาร สคส. กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่ปัญหาการปนเปื้อนในจังหวัดเชียงรายเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่าคนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลอย่างกว้างขวาง ไม่กล้าที่จะใช้น้ำจากแม่น้ำกกเพื่ออุปโภคและบริโภค ไม่ว่าจะใช้เพื่อกิจวัตรประจำวัน รดพืชผลทางการเกษตร ตลอดจนการบริโภคสัตว์น้ำในแม่น้ำกก ซึ่งล่าสุดได้มีการนำสัตว์น้ำไปตรวจหาสารพิษตกค้างที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ผลพบว่ามีสารพิษตกค้างในสัตว์น้ำที่ส่งตรวจจริง จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในประเทศ โดยการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องเป็นเข้าภาพเสนอให้ ครม.ประสานให้ประเทศต้นเหตุเป็นผู้รับผิดชอบทั้งการฟื้นฟูและเยียวยา
“เราคาดหวังว่าจะทำอย่างไรที่ปัญหานี้จะไม่ใช่แค่เรื่องของคนในท้องถิ่น ในจังหวัดเชียงรายหรือเชียงใหม่ เราต้องการให้เกิดการจัดการปัญหาในระดับภูมิภาค มีการประสานเจรจาระหว่างประเทศเพื่อจัดการปัญหาร่วมกัน” สาคร กล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม สคส. ในฐานะภาคีเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่รวมตัวกันกว่า 200 องค์กรทั่วประเทศจะติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลและหน่วงงานรัฐที่เกี่ยวข้องข้อเสนอเชิงกฎหมายและนโยบายสำคัญ 7 ด้านอย่างใกล้ชิดเพื่อดำรงไว้ซึ่งสิทธิ ความเป็นธรรมในสิ่งแวดล้อม และสุขภาวะของพลเมืองไทย
ตาล วรรณกูล : รายงาน




