ณ เขาหินซ้อน ฉะเชิงเทรา พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งถูกตราหน้าเป็น “แผ่นดินสำหรับโรงไฟฟ้า” ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2007) และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทเนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย (NPS) มูลค่าหลายหมื่นล้าน แต่วันนี้กลับถูกขายภาพใหม่เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ ภายใต้คำอธิบายสวยหรูว่า พลังงานที่สะอาดกว่า และงอกเงยเพื่อเศรษฐกิจไทย
ทว่าภาพเงาวิบวับของพลังงานสะอาดกว่านั้น ปรากฏบนกระดาษและสไลด์ประชาสัมพันธ์ของบริษัท มากกว่าบนความจริงที่ชาวบ้านต้องเผชิญ เพราะเบื้องหลังการสับเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นก๊าซ ไม่ได้หมายถึงความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืน แต่คือการเปลี่ยนแค่สูตรเคมีที่ห่อหุ้มการขูดรีดเชิงนโยบาย อำนาจทุน และรัฐรวมศูนย์ที่ไม่เคยฟังเสียงประชาชน
คำถามใหญ่ที่สังคมควรตั้งคือ การเลิกถ่านหินแล้วเปลี่ยนเป็นก๊าซในที่เดิม โดยบริษัทเดิม และสัญญารัฐเดิม นี่เกิดจากเสียงของชุมชนที่มีความหมาย หรือเป็นแค่การสลับยุทธศาสตร์เพื่อคงผลประโยชน์เดิมไว้?
ประเทศไทยยังอยู่ในระบอบรัฐจับมือทุนควบคุมพลังงาน ซึ่งปักเสาไว้ด้วย 3 เสาหลัก (1) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้วางเกมและซื้อไฟฟ้า (2) ปตท. ผู้ถือท่อก๊าซและกำหนดชีวิตไฟฟ้าก๊าซทั้งประเทศ และ(3) กลุ่มทุนไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ NPS และพันธมิตรใหม่ Gulf

เมื่อปี 2550 โครงการถ่านหินเขาหินซ้อนได้รับสิทธิขายไฟในฐานะ IPP จากการประมูล PDP2007 แต่ชุมชนต้านยาวนานกว่าสิบปีเหตุผลชัดเจนว่าด้วยเรื่องสุขภาพ มลพิษ ฝุ่น PM2.5 มาตรฐานอากาศที่ไม่โปร่งใส ความเสี่ยงทำลายเกษตรอินทรีย์และมะม่วงส่งออกระดับพันล้านบาท ความขัดแย้งแย่งน้ำ และสภาพภูมิอากาศ เพราะชาวบ้านไม่ยอมตายเงียบ
แทนที่รัฐจะทบทวนทิศทางพลังงานตามหลักประชาธิปไตยพลังงาน (Energy Democracy) กลับเลือกเปลี่ยนเชื้อเพลิงเพื่อคงโครงการราวกับประชาชนโง่ดูไม่ออกว่ามันเป็นการรีแบรนด์การครอบครองพื้นที่และเส้นทางผลประโยชน์เดิม
ปี 2562 บริษัทกลับมาพร้อมชื่อใหม่บูรพาพาวเวอร์ ใช้ก๊าซธรรมชาติและเซ็นสัญญาซื้อ–ขายไฟกับ กฟผ. 25 ปี พร้อมสัญญาซื้อก๊าซกับ ปตท. 25 ปี
25 ปีสำหรับการดูดเงินสาธารณะด้วยสูตรรัฐประกันกำไรให้ทุน ประชาชนแบกภาระความเสี่ยง นี่ไม่ใช่ตลาดเสรี แต่เป็นการผูกสัญญาพลังงานรัฐ–ทุนแบบฟิวส์ติด
คำขวัญ PDP พลังงานมั่นคงในระบบแบบนี้ไม่ได้หมายถึงพลังงานมั่นคงสำหรับประชาชน แต่มันหมายถึงความมั่นคงของผลประโยชน์ทางพลังงานของเครือข่ายรัฐและทุน
โรงไฟฟ้าก๊าซไม่ใช่คำตอบสีเขียวแบบที่ผู้ผลิตขายฝัน มันสร้าง ไนโตรเจนออกไซด์ (NOₓ), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂), PM2.5 ระหว่างการเผาไหม้ มลพิษความร้อนผ่านระบบหล่อเย็นและน้ำทิ้ง การแย่งยึดทรัพยากรน้ำ ซึ่งในเขาหินซ้อนมีการใช้น้ำเต็มศักยภาพแล้ว
และสำคัญที่สุดคือมันสร้างภาระคาร์บอนล็อกอิน (carbon lock-in) อีกหลายทศวรรษ ในยุคที่โลกกำลังทิ้งพลังงานจากฟอสซิล ก๊าซ และถ่านหินไปสู่พลังงานหมุนเวียน

ชุมชนที่นี่ไม่ได้แค่ห่วงฟ้ามืด พวกเขาหวังฟ้าสะอาดสำหรับเห็ดฟาง มะม่วง และระบบเกษตรอินทรีย์ที่ก่อรายได้พันล้าน เศรษฐกิจที่ถือกำเนิดจากดิน ไม่ใช่จากบอร์ดประชุมทุน
ความยุติธรรมเชิงนิเวศบอกเราว่า มนุษย์ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่กินทรัพยากรแล้วเดินจากไป แต่รัฐไทยปฏิบัติเหมือนเราเป็นแบบนั้น เคารพพื้นที่เฉพาะตอนประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ใช่ตอนชาวบ้านต้องการอากาศดีและน้ำสะอาด
คำถามสำคัญในกรอบ Environmental Justice คือ ภาระและประโยชน์ถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรมไหม?
คำตอบในฉะเชิงเทรา คือ ไม่! เพราะประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มทุนไฟฟ้า ผู้ถือหุ้น เครือข่ายนโยบายของรัฐ ส่วนภาระตกเป็นของชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้า เกษตรกรอินทรีย์ สวนมะม่วงส่งออก ระบบน้ำท้องถิ่น ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความเสี่ยงสะสมผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ
รัฐเชิดชูคำว่า “พลังงานเพื่อชาติ” แต่เมื่อประชาชนถามถึงคุณภาพอากาศ อธิปไตยด้านน้ำ สุขภาพ และอนาคตเกษตรอินทรีย์ คำตอบที่ได้คือ รายงาน EIA ที่ทำหน้าที่เหมือนฉากม่านกำบังความจริง
คำถามคือ ประเทศไทยต้องโตด้วยการทำร้ายคนในพื้นที่เสมอไปหรือ? หรือจริงๆ แล้วสิ่งที่โตคือผลกำไรของผู้รับซื้อ–ผู้ขาย–และผู้ถือหุ้น? ประชาชนในพื้นที่นี้ไม่ใช่กำแพงลม แต่รัฐอยากให้เป็นแบบนั้น
ข้อตกลง Escazú Agreement เป็นกรอบสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดในลาตินอเมริกา ซึ่งไทยอ้างว่า “สนใจศึกษา” แต่ไม่กล้าให้สัตยาบัน เพราะมันบังคับ 3 สิ่งที่รัฐไม่ชอบ (1) เปิดข้อมูลเชิงรุก โปร่งใส ตรวจสอบได้ (2) ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่พิธีกรรมประชาพิจารณ์ และ(3) ปกป้องนักปกป้องสิ่งแวดล้อมจากการคุกคาม
ในกรณีเขาหินซ้อน เราเห็นประชาชนที่ต้องสู้สิบปีเพื่อหยุดถ่านหิน ไม่มีเครื่องมือคุ้มครอง ไม่มีสิทธิข้อมูลเท่าทุน และไม่มีหลักประกันความปลอดภัย
ประเทศไทยอ้างสิทธิมนุษยชนก็ต่อเมื่อต้องไปเสนอหน้าบนเวทีโลก แต่ริดรอนสิทธิชุมชนเมื่อปิดประตูคุยเรื่องพลังงานภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐที่กลัวแสงสว่าง แต่กล้าทำโครงการในชื่อแสงสว่างแห่งชาติ
แผน PDP ควรเป็นโครงสร้างกำกับพลังงานสาธารณะ แต่ในไทย PDP คือเครื่องมือล๊อคดีลนโยบายให้เอกชน
ขอตั้งคำถามตามกรอบประชาธิปไตยพลังงานว่า ทำไมภาคตะวันออก ซึ่งมีไฟฟ้าเกินต้องการอยู่แล้ว ยังรับโรงไฟฟ้าเพิ่ม? ทำไมรัฐดื้อเดินหน้าโรงไฟฟ้าก๊าซในยุคที่พลังงานหมุนเวียนถูกลงกว่าก๊าซ? ทำไมประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นทั้งที่รัฐอ้างว่าเรามีไฟฟ้าเหลือ?
คำตอบที่เห็นได้ชัดก็คือ PDP ไม่ได้วางเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน แต่เพื่อความมั่นคงของสัญญาไฟฟ้าเอกชน ไฟฟ้าเกิน แต่บริษัทไม่เคยขาดกำไร

การต่อสู้ที่เขาหินซ้อนคือภาพจำลองของประเทศไทย ประชาชนปกป้องบ้าน ทุนปกป้องกำไร รัฐปกป้องสัญญาระยะยาวของตัวเอง
ถ่านหินหรือก๊าซไม่ใช่คำถามหลัก คำถามหลักคือประชาชนมีสิทธิบริหารจัดการอนาคตพลังงานของบ้านตัวเองหรือไม่?
เราต้องถามอย่างไม่อายและไม่เกรงใจทุนหรือรัฐว่า ถ้าพลังงานเป็นของประชาชน ทำไมประชาชนถึงไม่มีสิทธิเลือกรูปแบบพลังงาน? ถ้าความมั่นคงเป็นเรื่องของชาติ ทำไมคนในพื้นที่ต้องแลกปอดและน้ำเพื่อจ่ายค่าไฟให้ทุน?
ความยุติธรรมด้านนิเวศ (Ecological Justice) และความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice) ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนเชื้อเพลิง แต่มาจากการเปลี่ยนอำนาจ และเปลี่ยนความคิดว่า ชุมชนคือเจ้าของพื้นที่ ไม่ใช่ผู้รับชะตากรรม
ในวันที่ไทยยังไม่ให้สัตยาบัน Escazú ในวันที่ PDP ยังเขียนโดยคนบนหอคอยงาช้าง ในวันที่มะม่วงและเห็ดฟางยังสู้กับควันโรงไฟฟ้า ในวันที่น้ำกลายเป็นสินทรัพย์ทางอุตสาหกรรม
คือวันที่เราต้องประกาศว่า พลังงานไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่มันคือสิทธิประชาชน และมันคือการต่อสู้ทางการเมืองในระดับชีวิตประจำวัน
บทความโดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

