ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสัตว์ป่าหลุดจากป่าอย่างที่ราชการส่วนกลางชอบนิยาม แต่มันคือภาวะฉุกเฉินเชิงสังคมที่กินลึกถึงโครงสร้างอำนาจรัฐ ชีวิตที่ต้องนอนแบบไม่รู้ว่าจะตายกลางดึกหรือไม่ ทุเรียนทั้งสวนสูญในคืนเดียว เด็กต้องเดินไปโรงเรียนพร้อมความหวาดระแวง บ้านเรือนที่กลายเป็นแนวหน้าของสมรภูมิทรัพยากรที่ไม่มีใครยอมรับว่ามันคือสงคราม
และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ทุกครั้งที่ชุมชนส่งเสียงร้อง รัฐตอบด้วยท่าทีที่เย็นชา ว่างเปล่า และซ้ำซ้อน เหมือนแผนการแก้ปัญหาที่ลอกออกจากเอกสารราชการเมื่อสิบปีก่อน
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าช้างเกเร หรือชาวบ้านบุกรุกป่าอย่างที่กลไกรวมศูนย์ชอบกล่าวหา แต่เป็นการจัดบริการสาธารณะด้านความปลอดภัยที่รัฐทิ้งให้ชุมชนแก้เอง
และเรื่องทั้งหมดนี้ในทางทฤษฎีไม่สมควรเกิดขึ้นเลย เพราะไทยมีรัฐธรรมนูญหมวด 14 ว่าด้วยการกระจายอำนาจที่เขียนไว้เหมือนเทพนิยายสวยงามว่าท้องถิ่นควรมีอำนาจบริการสาธารณะด้านความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัย
ซึ่งในทางปฏิบัติหมวดนี้ไม่ใช่เครื่องมือ แต่มันเป็นแค่กระดาษที่สวยแต่ไร้ฟัน และชุมชนคือผู้มีราคาที่ต้องจ่ายของความว่างเปล่าบนหน้ากฎหมาย
รัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดไว้ชัดเจนว่าการบริหารราชการต้องเป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจจัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งมีถ้อยคำสำคัญประกอบด้วย การจัดบริการสาธารณะที่ครอบคลุมความจำเป็นของประชาชน อำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยของพื้นที่ การมีงบประมาณและทรัพยากรเพียงพอ การร่วมมือระหว่างรัฐและท้องถิ่น
และในเชิงหลักการ หมวดนี้เหมือนตีกลองรบว่าประเทศไทยเดินหน้ากระจายอำนาจแล้ว ท้องถิ่นต้องมีความสามารถรับมือวิกฤตที่เกิดในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ น้ำท่วม โรคระบาด หรือแม้กระทั่งสัตว์ป่าเข้าพื้นที่ชุมชน แต่ความเป็นจริงกลับตรงข้ามอย่างรุนแรง หมวด 14 กลายเป็นฉากหน้าทางรัฐธรรมนูญเพื่อปิดบังระบบราชการที่ยังยึดมั่นกับการรวมศูนย์อำนาจอย่างเหนียวแน่น
เมื่อช้างป่าลงกินพืชไร่ เมื่อชุมชนร้องเรียน เมื่อคนเสียชีวิต รัฐส่วนกลางมักตอบกับสื่อและสาธารณะว่า “ท้องถิ่นต้องรับผิดชอบดูแลประชาชนในพื้นที่ตนเอง”
คำตอบนั้นดูมีเหตุผล หากสอดคล้องกับระบบงบประมาณ อำนาจ และข้อมูล แต่ในความจริงท้องถิ่นไทยถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพกันชนรับแรงกระแทก แต่ไม่มีโล่ ไม่มีอาวุธ และไม่มีข้อมูล ท้องถิ่นต้องตั้งจุดเฝ้าระวังเอง จัดเวรชุมชนเอง ซื้อไฟส่องสว่างเอง ตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายเอง ประสานหน่วยงานเอง รับความโกรธของประชาชนเอง
คณะกรรมการหมู่บ้านกลายเป็นด่านหน้า อบต.กลายเป็นที่ปลดปล่อยความหวาดกลัว นายก อบต.กลายเป็นหมอแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งที่เขาไม่ได้รับเครื่องมือใดเลย นี่เป็นความย้อนแย้งของรัฐธรรมนูญในพื้นที่จริง หมวด 14 เขียนว่า ท้องถิ่นมีอำนาจ แต่ในความเป็นจริงท้องถิ่นมีแต่ความเสี่ยง
ลองจินตนาการตามเหตุการณ์จริงหนึ่ง ในค่ำคืนที่ช้างลงหมู่บ้าน เสียงบ้านที่ถูกพัง เสียงลมหายใจสัตว์ตัวใหญ่ในความมืด
เสียงแม่ที่คอยบอกลูกให้ใช้โทรศัพท์ด้วยความสั่นเครือ ความสั่นไหวของเรือนร่างคนที่โตมากับแนวป่าแต่ยังกลัวไม่รู้จบ
ในทุกคืนที่ชุมชนต้องเผชิญความเสี่ยง ผู้ว่าราชการจังหวัดยังหลับอยู่ อธิบดียังหลับอยู่ รัฐมนตรียังหลับอยู่ รัฐบาลก็ยังหลับอยู่ แต่ชุมชนไม่กล้าหลับ พวกเขาเฝ้าดู พวกเขาคาดเดา พวกเขารอว่าจะต้องวิ่งหนีหรือไม่ นี่เป็นความเหลื่อมล้ำด้านประสบการณ์ความเสี่ยง หรือที่นักวิชาการด้านความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice) เรียกว่า Risk Inequality หรือความไม่เสมอภาคในการเผชิญอันตราย ปัญหาจึงไม่ใช่ว่ารัฐไม่รู้ แต่คือรัฐไม่ต้องเจอกับความหวาดกลัวนั้นบนผิวหนังของตนเอง
การกระจายอำนาจมีแกนสำคัญก็คือ เงิน งบประมาณ รัฐธรรมนูญเขียนดี แต่พระราชบัญญัติ งบประมาณ และระบบราชการทำหน้าที่ตรงกันข้าม
อปท.ไม่มีงบประจำสำหรับความเสียหายจากสัตว์ป่า ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนล่วงหน้า การลาดตระเวน การเฝ้าระวังด้วยเทคโนโลยี การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อปพร. การสร้างพื้นที่กันชนทางนิเวศ
ทุกบาทต้องเขียนโครงการ ขออนุมัติ และต้องยื่นมือไปรอที่กระทรวงทบวงกรม โดยหวังว่าจะมีเงินหล่นลงมา นี่คือหลักฐานว่า หมวด 14 ในรัฐธรรมนูญเป็นกำแพงวาทกรรม แต่สายเลือดงบประมาณยังคงไหลกลับไปศูนย์กลาง
ในหลักการหมวด 14 ชี้ว่าท้องถิ่นต้องรับผิดชอบความปลอดภัย แต่ภาครัฐกลับกักข้อมูลสัตว์ป่าไว้ที่ส่วนกลาง เช่น การเคลื่อนที่ของช้าง ขนาดฝูง ความเสี่ยงรายพื้นที่ สถิติเชิงระบบ ฐานข้อมูล GIS แนวโน้มการขยายพื้นที่หากิน ผลลัพธ์คือท้องถิ่นถูกส่งไปรบในสนามที่มืดมิด ในขณะที่ศูนย์กลางถือไฟฉายแต่ไม่แบ่งแสงให้
นี่เป็นการเมืองของข้อมูลความรู้ (Politics of Knowledge) รัฐควบคุมความจริง ท้องถิ่นแบกรับผลลัพธ์ ชุมชนเผชิญอันตราย และไม่มีสิทธิแม้แต่จะถามว่าเกิดอะไรขึ้น
หมวด 14 ยังถูกล้อมด้วยกำแพงของกฎหมายลูก ระเบียบกระทรวง การแต่งตั้งราชการแบบสั่งการจากบนลงล่าง ระบบรายงานต่อส่วนกลาง การประเมินผลที่เน้นเอกสาร ไม่ใช่ผลลัพธ์เชิงชุมชน และในความเป็นจริง ท้องถิ่นไม่มีสิทธิแม้แต่จะจัดการพื้นที่ป่าตนเอง ไม่มีอำนาจควบคุมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่สามารถออกนโยบายฟื้นฟูพื้นที่กันชน หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงแนวทางการแก้ปัญหา ตลอดจนการนำงบประมาณไปลงทุนระยะยาว หมวด 14 จึงตกอยู่ในสภาพที่ Ostrom (1990) วิจารณ์ว่า รัฐเขียนกติกาให้ประชาชน แต่ไม่ยอมคืนอำนาจในการจัดการทรัพยากรร่วม
ช้างป่าไม่ใช่สัตว์อนุรักษ์ในสายตาคนชายขอบ มันเป็นภัยที่ต้องรับมือ ไม่ต่างจากไฟไหม้ น้ำท่วม หรืออาชญากรรม แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังคงมีฐานคิดแบบสัตว์ป่าในฐานะผู้ทรงสิทธิ (Wildlife as a Sacred Domain) และมักจะบอกสังคมว่าปัญหาช้างคือปัญหาของอุทยาน อปท.เป็นเพียงผู้ช่วย ประชาชนเป็นผู้สร้างปัญหา ตรรกะนี้ทำให้การแบ่งบทบาทกลับหัวกลับหาง สิ่งที่ควรเป็นภารกิจท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลางกลายเป็นภาระที่ท้องถิ่นต้องก้มหน้าแบกรับมันไว้
ผลลัพธ์เชิงสังคมคือความรู้สึกถูกทิ้งร้าง ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาชุมชนที่ชัดเจนเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัว (fear) ความหวาดระแวง (suspicion) ความไม่ไว้วางใจรัฐ (mistrust) ความโกรธ (anger) และท้ายที่สุดคือความสิ้นหวัง (despair) ความขัดแย้งจึงไม่ใช่แค่ระหว่างคนกับช้าง แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างคนกับรัฐ
ประเทศไทยต้องเริ่มจากความจริงที่ไม่สวยงาม
- ท้องถิ่นต้องเป็นเจ้าภาพการแก้ปัญหาช้างป่าในพื้นที่ของตน แต่ต้องได้รับอำนาจจริง
- รัฐส่วนกลางต้องเลิกผูกขาดงบประมาณและข้อมูล
- การจัดการสัตว์ป่าในท้องถิ่นคือบริการสาธารณะ ไม่ใช่พิธีกรรมการอนุรักษ์
- ความปลอดภัยในชีวิตประชาชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
- หมวด 14 ต้องถูกนำไปปฏิบัติได้ มิใช่แค่ประดับปกกฎหมาย
ตราบใดที่รัฐยังไม่ยอมลดบทบาท ความหวาดกลัวของประชาชนจะยังคงอยู่ และความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างจะไม่มีวันคลี่คลาย เพราะปัญหาแท้จริงไม่ใช่ช้าง แต่เป็นรัฐรวมศูนย์ที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” เป็นคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการบริหารด้านการสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

