ทุกครั้งที่สังคมไทยเข้าโหมดเลือกตั้ง สิ่งแวดล้อมจะถูกยกขึ้นมาพูดเสมอ ปลูกป่า ลดฝุ่น แก้โลกร้อน พลังงานสะอาด ถ้อยคำเหล่านี้วนซ้ำมาทุกยุค จนเราคุ้นชินพอจะเชื่อว่าความต่างของพรรคอยู่ที่ความจริงใจ ใครรักโลกมากกว่า ใครเขียวกว่าใคร
แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้นคือ การเลือกตั้งไม่ได้แข่งขันกันว่าใครรักษาธรรมชาติได้ดีกว่า มันแข่งขันกันว่าใครควรเป็นเจ้าของการตัดสินใจเหนือธรรมชาติ
นโยบายสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่นโยบายเฉพาะทาง มันคือแบบจำลองรัฐ และแบบจำลองรัฐ 3 แบบกำลังแข่งกันอยู่
- รัฐรวมศูนย์บริหารทรัพยากร
- ตลาดจัดสรรทรัพยากร
- ชุมชนกำกับทรัพยากร
พรรคการเมืองอาจใช้ถ้อยคำคล้ายกัน แต่สิ่งที่ต่างคือคำตอบต่อคำถามเดียว ใครมีสิทธิพูดคำสุดท้ายเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างการพัฒนากับชีวิตคน
นโยบายจำนวนมากยังตั้งอยู่บนสมมติฐานเดิม ปัญหาสิ่งแวดล้อมคือปัญหาการบริหารจัดการ ดังนั้นทางออกคือเพิ่มประสิทธิภาพรัฐ เพิ่มกฎหมาย เพิ่มมาตรฐาน เพิ่มการควบคุม เพิ่มแผนชาติ เพิ่มคณะกรรมการ โครงสร้างแบบนี้เชื่อว่าความล้มเหลวเกิดจากการจัดการไม่ดี ไม่ใช่จากโครงสร้างอำนาจไม่ดี
ผลคือประชาชนถูกวางไว้ในตำแหน่งผู้ได้รับผล ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจ เขาสามารถร้องเรียน เข้าร่วมเวที ยื่นข้อเสนอ แต่ไม่สามารถหยุดโครงการได้
รัฐเป็นเจ้าของความจริง ชุมชนเป็นผู้ให้ข้อมูล เมื่อเกิดความขัดแย้ง คำตอบสุดท้ายจึงอยู่ที่ส่วนกลางเสมอ
อีกชุดนโยบายเสนอภาพใหม่กว่า ไม่ต้องให้รัฐควบคุมมาก ให้กลไกราคาแก้ปัญหา คาร์บอนเครดิต ภาษีสิ่งแวดล้อม ตลาดพลังงานเสรี การลงทุนสีเขียว แนวคิดนี้ดูทันสมัย แต่ยังมีสมมติฐานเดียวกันคือ คนในพื้นที่ไม่ใช่ผู้กำหนดชะตาทรัพยากร เพียงเปลี่ยนผู้ตัดสินใจจากรัฐ เป็นผู้ถือทุน
หากโครงการทำกำไรได้ก็เกิด หากไม่คุ้มก็หยุด ความยินยอมของชุมชนจึงกลายเป็นต้นทุนประเภทหนึ่ง ไม่ใช่เงื่อนไขพื้นฐาน
มีข้อเสนออีกแบบที่ปรากฏบ้างในนโยบายของบางพรรค แต่ยังไม่กลายเป็นแกนหลักของการเมืองไทย มันตั้งต้นจากคำถามง่ายที่สุดว่า คนที่ต้องอยู่กับผลกระทบทุกวัน ควรมีสิทธิชี้ขาดหรือไม่?
ถ้าโรงไฟฟ้าจะตั้งหน้าโรงเรียน ถ้าเหมืองจะถูกขุดหลังหมู่บ้าน ถ้าเขื่อนจะเปลี่ยนแม่น้ำ ใครควรมีคำสุดท้าย นี่ไม่ใช่คำถามด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นคำถามด้านอำนาจอธิปไตยระดับท้องถิ่น
เพราะการเมืองไทยถกเถียงที่วิธีแก้ ไม่เคยถกเถียงที่เจ้าของอำนาจ จึงเห็นนโยบายคล้ายกันหมด ลดคาร์บอนเหมือนกัน เพิ่มพลังงานสะอาดเหมือนกัน อนุรักษ์เหมือนกัน
แต่คำว่าใครตัดสินใจถูกละไว้เสมอ ความขัดแย้งจริงจึงไม่เคยถูกแตะต้อง
สังคมไทยมักคิดว่าปัญหาคือขาดเทคโนโลยีหรือกฎหมายใหม่ แต่ช่องว่างจริงคือช่องว่างอำนาจ มีแผนชาติ แต่ไม่มีอำนาจท้องถิ่น มีข้อมูล แต่ไม่มีสิทธิใช้ตัดสินใจ มีเวที แต่ไม่มีสิทธิยับยั้ง เมื่ออำนาจไม่เคยลงไปถึงพื้นที่ ความขัดแย้งจึงวนซ้ำ
สิ่งที่ประชาชนกำลังเลือก ไม่ใช่ระดับความเขียวของนโยบาย แต่เลือกผู้ถือสิทธิในอนาคตของทรัพยากร รัฐจะถือแทน ตลาดจะซื้อไป หรือชุมชนจะกำหนดเอง นี่คือแก่นของการเมืองสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง
เมื่อคำถามเรื่องเจ้าของอำนาจชัดขึ้น ความขัดแย้งถัดไปย่อมตามมา หากต้องลดคาร์บอน ใครต้องเปลี่ยนก่อน หากต้องเปลี่ยนพลังงาน ใครต้องจ่ายก่อน หากต้องปรับตัวต่อโลกร้อน ใครต้องเสียพื้นที่ก่อน
นี่คือสนามการเมืองที่ใหญ่กว่าคำว่าสีเขียว มันเป็นการจัดสรรความเสี่ยงของสังคม และนั่นเป็นเรื่องของตอนถัดไป เมื่อ Climate Policy ไม่ได้เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ แต่เกี่ยวกับความยุติธรรม
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” เป็นคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการบริหารด้านการสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

