ทุกปีเมื่อฤดูแล้งมาถึง ภาคเหนือของประเทศไทยจะจมอยู่ใต้ม่านควัน PM2.5 ข่าวพาดหัวซ้ำเดิมถูกผลิตซ้ำทำนองว่า
“วิกฤตไฟป่า”
“ฝุ่นพิษระดับอันตราย”
“ต้องเอาผิดคนเผา”
ภาพนักสู้ไฟป่าถูกยกย่องในฐานะนักรบ ขณะที่ภาพของชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้ต้องสงสัย
ในพื้นที่สื่อกระแสหลักและแคมเปญของภาคประชาสังคมคนในเมือง ไฟป่าไม่ได้ถูกอธิบายว่าเป็นกระบวนการทางนิเวศ หากแต่ถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นภัยความมั่นคง และสงครามกับศัตรูที่มองไม่เห็น
คำถามคือ ใครเป็นคนกำหนดว่าไฟคือศัตรู? และใครกันที่ถูกทำให้กลายเป็นศัตรูในสงครามนี้?
บทความนี้ผมขอเสนอว่า ปรากฏการณ์ไฟป่าในภาคเหนือไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นผลผลิตของนิเวศการเมือง (political ecology) ที่ซึ่งความรู้ อำนาจ และชนชั้น ทำงานร่วมกันในการผลิตศัตรู เพื่อจัดระเบียบสังคมและทรัพยากร
ในทางนิเวศวิทยา ไฟไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในระบบนิเวศป่าเขตร้อน งานศึกษาของ Stephen J. Pyne ชี้ว่า ไฟเป็นหนึ่งในตัวควบคุมภูมิทัศน์ (landscape regulator) ที่สำคัญในหลายระบบนิเวศทั่วโลก ขณะที่ Raman Sukumar อธิบายว่าในระบบป่าบางประเภท ไฟช่วยกระตุ้นการงอกใหม่ของพืช และสร้างความหลากหลายเชิงโครงสร้างของป่า
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไฟยังเชื่อมโยงกับวิถีการผลิตของชุมชน เช่น ระบบไร่หมุนเวียน (shifting cultivation) ซึ่งใช้ไฟอย่างมีการควบคุมเพื่อฟื้นฟูดินและจัดการวัชพืช แต่ในบริบทของรัฐไทยร่วมสมัย ไฟกลับถูกนิยามใหม่ให้เป็นศัตรูของป่า
กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลของสิ่งที่ Michel Foucault เรียกว่า governmentality หรือการที่รัฐและชนชั้นกลางสร้างความรู้บางแบบขึ้นมาเพื่อควบคุมประชากรและพื้นที่
เมื่อไฟถูกนิยามว่าผิดกฎหมาย ทุกการใช้ไฟจึงถูกทำให้กลายเป็นอาชญากรรมโดยอัตโนมัติ
ขณะที่สื่อมีบทบาทสำคัญในการสร้างกรอบความเข้าใจเรื่องไฟป่า แต่การใช้คำว่า
“สงครามไฟป่า”
“ภารกิจปราบปราม”
“ผู้กระทำผิด”
ไม่ได้เป็นเพียงการรายงานข่าว แต่เป็นการจัดวางโครงสร้างของความจริง (framing reality) ตามแนวคิดของ Erving Goffman ที่ว่าการตีกรอบแบบนี้ไม่ได้แค่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บอกด้วยว่าเราควรเข้าใจมันอย่างไร
เมื่อไฟถูกมองว่าเป็นสงคราม สิ่งที่ตามมาคือมันต้องมีศัตรู มันต้องมีผู้ปราบปราม และมันต้องมีความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง
และในบริบทไทยศัตรูมักจะไม่ใช่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เป็นคนชายขอบที่ไม่มีอำนาจต่อรอง
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เห็นชัดคือ การเหมารวมว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นต้นเหตุของไฟป่า ทั้งที่งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ไฟจากไร่หมุนเวียนมีลักษณะควบคุมได้ (controlled, patchy, low-intensity) และแตกต่างจากไฟป่าขนาดใหญ่ที่ลุกลามโดยไม่มีการจัดการ (Dressler et al., 2017) นี่คือข้อโต้แย้งจากคำกล่าวของใครบางคนว่า “เมื่อเดือนเต็มดวงในเดือนมีนาคม ทุกคนก็พร้อมใจกันเผา” ในรายการ Fire War สงครา,คนชนไฟ ช่อง ThaiPBS
แต่ในวาทกรรมสาธารณะ ความแตกต่างที่กล่าวมานี้ถูกลบออก สิ่งที่เหลือคือภาพจำง่าย ๆ คนป่าคือคนเผาและเป็นตัวปัญหา นี่คือสิ่งที่ Edward Said เรียกว่า othering หรือการทำให้คนอื่นกลายเป็นสิ่งแปลกแยกและด้อยกว่า
ถ้ามองผ่านกรอบความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice) คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าใครทำให้เกิดควัน แต่คือใครถูกโทษ และใครไม่ถูกพูดถึง
แหล่งกำเนิด PM2.5 ในภาคเหนือมีหลายแหล่ง เช่น การเผาในภาคเกษตรอุตสาหกรรม ไฟข้ามแดน หรือกระทั่งมลพิษจากการคมนาคมและเมือง แต่การสื่อสารสาธารณะกลับโฟกัสไปที่ชาวบ้านบนดอยอย่างไม่สมส่วน
นี่คือรูปแบบของ selective visibility ซึ่งก็คือการทำให้บางปัญหามองเห็นได้ชัดกว่า ในขณะที่อีกหลายปัญหาถูกทำให้ล่องหนไปในอากาศที่ปนเปื้อน
เมื่อไฟถูกทำให้เป็นอาชญากรรม รัฐจึงมีความชอบธรรมในการเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ ขยายการลาดตระเวน ดำเนินคดีชาวบ้าน และจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ป่า
นี่มันสอดคล้องกับแนวคิดของ James C. Scott ที่อธิบายว่า รัฐพยายามทำให้ภูมิทัศน์เข้าใจง่าย และควบคุมได้ (legibility) แต่ไฟแบบชุมชนที่กระจัดกระจาย ยืดหยุ่น และอิงความรู้ท้องถิ่นกลับเป็นสิ่งที่รัฐและชนชั้นกลางอ่านไม่ออก และจึงพยายามกำจัดมัน
ภายใต้สถานการณ์วิกฤต PM2.5 รัฐไทยและเครือข่ายชนชั้นกลางในเมืองมักเสนอมาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาด (zero burning policy) ในฐานะทางออกที่ดูมีเหตุผลและเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด ซึ่งบางคนในรายการ Fire War ก็มักจะนำเสนอข้อมูลวิชาการ อ้างอิงงานวิจัยซ้ำ ๆ แบบที่ตนเรียนรู้มาจากเอกสาร แต่ไม่เคยได้เข้าถึงหัวจิตหัวใจของคนพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ตาม นโยบายลักษณะนี้กลับตั้งอยู่บนสมมติฐานที่มีปัญหาอย่างรุนแรง นั่นคือการมองว่าไฟทุกประเภทคือภัย และการไม่มีไฟคือสภาวะปกติของธรรมชาติ
ในทางนิเวศวิทยาและสังคมศาสตร์ สมมติฐานดังกล่าวไม่เพียงแต่คลาดเคลื่อน แต่ยังเป็นอันตรายอย่างมาก ทั้งต่อระบบนิเวศ และวัฒนธรรม
งานศึกษาด้าน fire ecology ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไฟเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของระบบนิเวศจำนวนมาก (Pyne, 2019) โดยเฉพาะในภูมิทัศน์แบบป่าโปร่ง ทุ่งหญ้า ป่าผสมผลัดใบ และพื้นที่ที่มีฤดูแล้งยาวนาน ไฟระดับต่ำถึงปานกลาง (low-intensity fire) ทำหน้าที่สำคัญในการกำจัดเชื้อเพลิงสะสม ฟื้นฟูธาตุอาหารในดิน และควบคุมโครงสร้างพืชพรรณ
กล่าวอีกนัยหนึ่งไฟไม่ใช่ความผิดปกติของธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของมัน
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีไฟหรือไม่มีไฟ แต่มันอยู่ที่ไฟแบบไหน และใครมีสิทธิในการจัดการไฟนั้น
นโยบายห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จ (blanket ban) สะท้อนรูปแบบของความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาษาของการปกป้องสิ่งแวดล้อม
ในระดับปฏิบัติ นโยบายนี้ไม่ได้แยกแยะระหว่างการเผาเพื่อเกษตรเชิงเดี่ยวที่ป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การเผาไร่หมุนเวียนของชุมชน หรือการใช้ไฟควบคุมเพื่อจัดการเชื้อเพลิง
ผลลัพธ์ก็คือ การใช้ไฟทุกประเภทถูกทำให้ผิดกฎหมาย และผู้ที่ใช้ไฟ โดยเฉพาะชุมชนชาติพันธุ์ถูกทำให้กลายเป็นผู้กระทำผิดโดยอัตโนมัติ
นี่คือสิ่งที่ Johan Galtung อธิบายว่าเป็นความรุนแรงที่ไม่ได้ปรากฏในรูปของการใช้กำลังโดยตรง แต่มันฝังตัวอยู่ในโครงสร้างนโยบายที่จำกัดทางเลือกในการดำรงชีวิตของผู้คน
หากเรามองผ่านกรอบ Human Rights-Based Approach การใช้ไฟของชุมชนไม่ใช่เพียงพฤติกรรมที่ต้องควบคุม แต่มันเป็นสิทธิในการจัดการทรัพยากร (resource governance rights)
สิทธินี้ครอบคลุมถึงสิทธิในการใช้ไฟเพื่อการผลิต (livelihood rights) สิทธิในการใช้ความรู้ท้องถิ่น (cultural rights) และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกา (participatory rights)
งานของ Elinor Ostrom ชี้ให้เห็นว่า การจัดการทรัพยากรร่วมมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อผู้ใช้ทรัพยากรมีสิทธิในการกำหนดกติกาและบังคับใช้ด้วยตนเอง
ในบริบทของไฟป่า นี่หมายความว่าชุมชนที่อยู่กับป่า ไม่ใช่ปัญหา แต่คือผู้จัดการระบบนิเวศที่สำคัญที่สุด
หนึ่งในความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดคือ ในขณะที่รัฐห้ามชาวบ้านใช้ไฟ รัฐเองกลับใช้ไฟในรูปแบบของการเผาทำแนวกันไฟ (firebreak burning) และการเผาควบคุม (prescribed burning)
คำถามจึงไม่ใช่ไฟดีหรือไม่ดี แต่คำถามคือใครมีอำนาจนิยามว่าไฟแบบไหนถูกกฎหมาย
ความแตกต่างระหว่างไฟของรัฐกับไฟของชุมชน จึงไม่ใช่เรื่องของนิเวศวิทยา แต่มันเป็นเรื่องของอำนาจ
ในหลายพื้นที่ทั่วโลก แนวทาง community-based fire management ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความรุนแรงของไฟป่าได้อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างเช่น การใช้วัฒนธรรมการเผา (cultural burning) โดยชนพื้นเมืองในออสเตรเลียและอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นการใช้ไฟขนาดเล็ก ควบคุมได้ และมีความถี่สูง เพื่อลดการสะสมของเชื้อเพลิง
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบไร่หมุนเวียนเองก็ทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน โดยสร้างภูมิทัศน์แบบโมเสก (mosaic) ที่ช่วยลดโอกาสการเกิดไฟขนาดใหญ่ (Dressler et al., 2017)
อย่างไรก็ตาม แนวทางเหล่านี้กลับถูกทำให้มองไม่เห็นในวาทกรรมสาธารณะ เนื่องจากไม่สอดคล้องกับตรรกะของรัฐและชนชั้นกลางที่ต้องการการควบคุมแบบรวมศูนย์
เมื่อพิจารณาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า ปัญหาของไฟป่าในประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ไฟมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่คือการกระจุกตัวของอำนาจในการจัดการไฟ การห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จจึงไม่ใช่เพียงนโยบายสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบว่าใครมีสิทธิใช้ไฟ ใครไม่มีสิทธิ และใครต้องถูกลงโทษ
ในความหมายนี้การพรากไฟออกจากมือชุมชนไม่ได้ทำให้ป่าปลอดภัยขึ้น แต่มันทำให้ป่ากลายเป็นพื้นที่ที่คนไม่มีสิทธิ
และบางทีไฟที่อันตรายที่สุดในสังคมไทยวันนี้ อาจไม่ใช่ไฟในป่า แต่เป็นไฟของอำนาจที่กำลังเผาผลาญสิทธิของผู้คนอย่างเงียบงัน
และสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคเหนือไม่ใช่แค่ปัญหาไฟป่า แต่มันคือกระบวนการที่เปลี่ยน ecological process ไปเป็นภัยความมั่นคง เปลี่ยนชุมชน ให้กลายเป็นผู้ต้องสงสัย เปลี่ยนคนที่อยู่กับป่ามานานที่สุด ให้กลายเป็นคนที่ไม่มีสิทธิมากที่สุด และเปลี่ยนการจัดการทรัพยากร ให้เป็นการควบคุมจากส่วนกลาง
บทความโดย ตาล วรรณกูล – กรรมการบริหาร สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

