ในทุกยุคของการพัฒนาไทยจะมีคำสวย ๆ ถูกหยิบขึ้นมาใช้เป็นเครื่องล่อความชอบธรรมให้กับการแย่งยึดทรัพยากรจากชุมชนเสมอ ยุคหนึ่งเรียกว่าพัฒนา ยุคหนึ่งเรียกว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และในวันนี้มันชื่อว่า BCG Economy Model (Bio-Circular-Green Economy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ–หมุนเวียน–สีเขียว
รัฐบาลนำเสนอ BCG ว่าเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอนาคต ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นโมเดลที่ควบรวมพลังของนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพของประเทศ ฟังดูดีราวกับบทโฆษณาของกระทรวงวิทย์ฯ และสภาอุตสาหกรรม แต่เบื้องหลังของมันคือการกลืนสิทธิชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กำลังจะถูกประกาศเป็น SEC (Southern Economic Corridor) หรือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้
BCG และ SEC จึงไม่ใช่คนละเรื่อง หากแต่เป็นคู่มือการจัดการทรัพยากรใหม่ของรัฐไทยที่ใช้คำว่าเขียว เพื่อกลบเลือดของคนชายขอบ
โครงการ SEC (Southern Economic Corridor) ถูกผลักดันโดยรัฐบาลภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และพลังงานของอาเซียน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช โดยมุ่งสร้างแลนด์บริดจ์เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
แต่ในความเป็นจริง SEC คือการขยายเขตอำนาจของทุนผ่านกฎหมายพิเศษที่เปิดทางให้รัฐสามารถเวนคืนที่ดิน ปรับผังเมือง และให้สิทธิพิเศษแก่เอกชนได้เหนือกว่าการตัดสินใจของท้องถิ่น ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการนโยบายที่อยู่ตรงส่วนกลาง
เหมือนกับ EEC (Eastern Economic Corridor) ที่ชายฝั่งตะวันออก ชาวบ้านชายฝั่งภาคใต้กำลังถูกลดทอนจากความเป็นเจ้าของทรัพยากรให้เหลือเพียงผู้รบกวนการพัฒนา เสียงของชาวประมงพื้นบ้านที่ค้านโครงการท่าเรือน้ำลึก เสียงของชาวบ้านที่ห่วงป่าชายเลน กลายเป็นเสียงรบกวนต่อความเจริญทางเศรษฐกิจที่รัฐนิยามไว้ล่วงหน้า
และเมื่อ BCG เข้ามาเป็นกรอบแนวคิดรองรับ SEC ทุกอย่างก็ถูกแต่งหน้าให้ดูยั่งยืนมากขึ้น ทั้งที่เนื้อแท้ยังเป็นการแปรรูปทรัพยากรและสิทธิชุมชนให้กลายเป็นทุน
BCG Economy Model มีคำหลัก คือ Bio (ชีวภาพ) Circular (หมุนเวียน) และ Green (สีเขียว) แต่ละคำถูกออกแบบให้ฟังเหมือนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ดี ทว่าในทางปฏิบัติมันเป็นการทำให้ทุนมีใบอนุญาตในการยึดทรัพยากรโดยไม่รู้สึกผิด
Bio การใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า ถูกแปลว่าเปิดทางให้ทุนเข้าถึงป่า น้ำ ดิน และพันธุกรรมสิ่งมีชีวิต เพื่อผลิตพลังงานชีวภาพ อาหารฟังก์ชัน หรือยาเสริมสุขภาพ ที่ทั้งหมดอยู่ในมือบริษัทข้ามชาติ
Circular เศรษฐกิจหมุนเวียนกลายเป็นวาทกรรมฟอกอุตสาหกรรมขยะ โรงไฟฟ้าขยะ และระบบรีไซเคิลที่ผลักภาระมลพิษกลับมาที่ชุมชน
Green ถูกใช้เป็นตราประทับความดีของทุกโครงการ ตั้งแต่โรงงานพลังงานชีวมวลไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ทั้งที่ปล่อยคาร์บอนแทบไม่ต่างจากอุตสาหกรรมเดิม
กล่าวอีกอย่างคือ BCG เป็นการรีแบรนด์ของเศรษฐกิจทุนอุตสาหกรรมที่ใช้คำว่าพลังงานสะอาดและนวัตกรรมมาปกปิดร่องรอยการแย่งชิงทรัพยากรของคนตัวเล็กตัวน้อย
ในภาคใต้ แนวคิด BCG ถูกใช้เป็นกรอบใหญ่ในการผลักดันโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ SEC ตั้งแต่พลังงานชีวมวลที่ใช้ไม้ยางพาราและเศษอ้อยจากเกษตรเชิงเดี่ยว ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่เกษตรและป่าชายเลน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือชุมชนสูญเสียสิทธิในการตัดสินใจและควบคุมทรัพยากรของตนเอง เพราะรัฐประกาศพื้นที่เหล่านี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เมื่อรัฐพูดว่าเรากำลังใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน นั่นก็แปลว่าโรงงานสามารถใช้ขยะจากพื้นที่อื่นมาหมุนเวียนได้โดยไม่ต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแบบเต็มรูปแบบ
เมื่อรัฐพูดว่าเรากำลังพัฒนาเกษตรชีวภาพ ก็เท่ากับว่าชาวบ้านจะต้องขายผลผลิตให้บริษัทที่มีสิทธิบัตรพันธุกรรมในระบบ BCG Supply Chain
และเมื่อรัฐพูดว่าเรากำลังสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ก็ไม่ต่างจากการทำลายป่าชายเลนหรือการถมทะเลเพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมสามารถถูกตีความเป็นโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ หากมีงบคาร์บอนเครดิตมาล้างบาป
นี่คือการกลืนสิทธิแบบนุ่มนวล ไม่ต้องใช้ทหาร ไม่ต้องยิงปืน แต่ใช้ภาษาแห่งความยั่งยืนเป็นเครื่องมือยึดครอง
BCG ไม่ได้เป็นเพียงโมเดลเศรษฐกิจ แต่เป็นวาทกรรมเชิงอำนาจที่ผูกขาดนิยามของคำว่ายั่งยืนเอาไว้ในมือรัฐและทุน โดยทำให้ความรู้ของชุมชนถูกลดคุณค่าจนเหลือแค่ข้อมูลท้องถิ่น
ในโครงการ SEC เราจะเห็นภาพซ้ำของนักวิชาการรับจ้างที่ผลิตรายงาน EIA รองรับโรงงานขยะ โดยอ้างว่ามีระบบกรองมลพิษสมบูรณ์แบบ หรือเวทีประชาพิจารณ์ที่ถูกจัดเพื่อเก็บภาพลงรายงานมากกว่าฟังเสียงจริงของชาวบ้าน
การเมืองของความรู้ (Knowledge Politics) จึงเป็นแกนกลางของการกลืนสิทธิ เพราะเมื่อใครเป็นเจ้าของข้อมูลและนิยาม ผู้นั้นก็คือผู้กำหนดอนาคตของพื้นที่นั้นได้ทั้งหมด
BCG จึงกลายเป็นเครื่องมือใหม่ของเทคโนโลยีแห่งอำนาจ ที่ใช้ภาษาแห่งนวัตกรรมปิดปากคนจน และทำให้ความเดือดร้อนของพวกเขาถูกมองว่าต่อต้านความเจริญ
หากพิจารณาผ่านกรอบ Human Rights-Based Approach (HRBA) จะเห็นชัดว่า BCG และ SEC ล้มเหลวในทุกมิติของสิทธิมนุษยชน
- สิทธิในการมีส่วนร่วม การวางแผนและตัดสินใจเกิดจากส่วนกลางทั้งหมด ประชาชนในพื้นที่ถูกลดบทบาทเหลือเพียงผู้รับฟัง
- สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล เอกสารโครงการ BCG-SEC มักเป็นข้อมูลเทคนิคปกปิดรายละเอียดผลกระทบที่แท้จริง
- สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรม นักสิ่งแวดล้อมและชาวบ้านที่ลุกขึ้นคัดค้านถูกคุกคาม คดีสิ่งแวดล้อมลากยาวและเต็มไปด้วยอุปสรรค
แม้รัฐไทยจะมีแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีระบบคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่แท้จริง หลายกรณีในภาคใต้และปราจีนบุรีสะท้อนตรงนี้อย่างชัดเจน
“เศรษฐกิจสีเขียว” จึงไม่สามารถปกปิด “สิทธิมนุษยชน” ได้
แนวคิด Ecological Justice (ความยุติธรรมทางนิเวศ) มองว่า ธรรมชาติไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือของเศรษฐกิจ แต่มีสิทธิในตัวเองที่จะดำรงอยู่
BCG-SEC กลับจะเดินตรงข้าม เพราะเห็นป่า น้ำ และทะเล เป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งเพิ่มมูลค่า ความเขียวในนิยามของรัฐคือการทำให้ทรัพยากรใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ไม่ใช่การรักษาสมดุลนิเวศให้อยู่รอดที่สุด
ในหลายพื้นที่ของ SEC เช่น ระนองและชุมพร ป่าชายเลนถูกขุดร่องลึกเพื่อรองรับนิคมพลังงานชีวมวล แหล่งน้ำธรรมชาติถูกปิดกั้นเพื่อผลิตไฟฟ้าขายเอกชน สิ่งเหล่านี้คือการขยายเขตเศรษฐกิจ เข้าไปแทนเขตนิเวศ และมันเกิดขึ้นโดยการอ้างความเขียวทั้งสิ้น
เมื่อส่องผ่านแว่นการวิเคราะห์ช่องว่างและทฤษฏีการเปลี่ยนแปลง จะเห็นว่าช่องว่างระหว่างการประกาศนโยบายยั่งยืนกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนยังมหาศาล กลไกตรวจสอบและมีส่วนร่วมไม่มีอิสระจริง และระบบติดตามผลกระทบ (EIA/EHIA) ยังล้าหลังและถูกครอบงำโดยรัฐและทุน
หากต้องการให้การเปลี่ยนผ่านเป็นเขียวที่แท้จริง ไม่ใช่เขียวของทุนต้องเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจทั้งหมด จากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น จากทุนผูกขาดสู่เศรษฐกิจฐานทรัพยากรชุมชน และจากเขียวเชิงภาพลักษณ์สู่เขียวเชิงสิทธิ ที่ชุมชนเป็นเจ้าของ
BCG Economy Model และ SEC คือกระจกสะท้อนการพัฒนาแบบไทยที่เปลี่ยนหน้ากากตามยุค แต่ไม่เคยเปลี่ยนเนื้อใน มันยังคงเป็นโครงสร้างที่เอื้อทุน ควบคุมจากส่วนกลาง และใช้วาทกรรมสวยหรูกลบเสียงของคนชายขอบ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “เราต้องการพัฒนาไหม” แต่คือ “เรายังจะยอมให้ใครพัฒนาแทนเราอีกนานแค่ไหน?”
ตราบใดที่รัฐยังคงใช้คำว่าเขียว เพื่อปล้นสิทธิชุมชน ยั่งยืน เพื่อเวนคืนทรัพยากร และนวัตกรรม เพื่อฟอกทุน BCG ก็จะเป็นเพียงมายาคติของอาณานิคมใหม่ในคราบความยั่งยืน
และถ้า SEC คือสนามทดสอบของโมเดลนี้ ชายฝั่งภาคใต้จะไม่ใช่เพียงพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ แต่จะเป็นสมรภูมิแห่งการต่อสู้ระหว่างสิทธิชุมชนกับทุนภายใต้ธงเศรษฐกิจสีเขียว
คำถามสุดท้ายที่เราต้องกล้าพูดคือ “ประเทศไทยต้องการ BCG เพื่อใคร เพื่อคน หรือเพื่อทุน?”
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

