ในขณะที่รัฐไทยประกาศขยายพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาถึงจังหวัดปราจีนบุรี ภาพที่ถูกนำเสนอคือความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ โรงงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว และงานสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น ฟังดูดีเหมือนสวรรค์บนดิน แต่พอแง้มประตูดูข้างในจริง ๆ กลับเจอขุมนรกของมลพิษและการคุกคามผู้คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดของตัวเอง
พื้นที่ที่ถูกวางให้เป็นฐานอุตสาหกรรมใหม่ของ EEC ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ มันคือชุมชนเกษตรที่คนอยู่กันมานาน ที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาผืนดินและน้ำ แต่กลับต้องเผชิญกับโรงงานขยะอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่ผุดขึ้นราวกับเห็ดหลังฝน
กลิ่นเหม็นสารเคมีในอากาศ น้ำในคลองขุ่นเน่า เสียงรถบรรทุกวิ่งตลอดคืน สิ่งเหล่านี้คือราคาที่พวกเขาต้องจ่าย ทั้งที่ไม่เคยถูกถามว่า อยากเห็นการพัฒนาแบบนี้ไหม?
สิ่งที่เกิดขึ้นในปราจีนบุรีคือ การเมืองของการพัฒนาที่รัฐใช้กฎหมายและนโยบายพิเศษเปิดพื้นที่ให้ทุนเข้ามากอบโกย แล้วอ้างว่าทุกอย่างเป็นไปเพื่อชาติ ทั้งที่ในความจริง ชาติไม่ได้หมายถึงชุมชน แต่มันหมายถึงกลุ่มทุนที่อยู่หลังม่านกั้นนั่นต่างหาก
เมื่อพิจารณาตามกรอบสิทธิมนุษยชน EEC ปราจีนบุรีกำลังละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน 3 ประการของประชาชนอย่างชัดเจน ประการแรก สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล เอกสาร EIA ของโรงงานหลายแห่งถูกปิดบังหรือเผยแพร่ในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจยาก ประการที่สอง สิทธิในการมีส่วนร่วมตัดสินใจ เวทีรับฟังความคิดเห็นมีจริง แต่เต็มไปด้วยข้าราชการและตัวแทนบริษัท เวทีที่ชาวบ้านพูดแล้วไม่มีใครฟัง และประการที่สาม สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ถูกลดทอนจนแทบไม่เหลือ เพราะรัฐยอมให้กิจการอันตรายตั้งอยู่กลางพื้นที่ชุมชนโดยไม่ประเมินผลกระทบเชิงสิทธิมนุษยชน (Human Rights Impact Assessment – HRIA)
นี่ไม่ใช่แค่ความบกพร่องของระบบราชการ แต่มันเป็นโครงสร้างแห่งการละเมิดที่ถูกออกแบบให้ทุนอยู่เหนือคน
กรณีการคุกคามประชาชนในปราจีนบุรี คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของความอัปยศแห่งการพัฒนาไทย พวกเขาไม่ใช่พวกหัวรุนแรง ไม่ได้เผาโรงงาน ไม่ได้ต่อต้านความเจริญ แต่เพียงแค่ลุกขึ้นถามว่า โรงงานขยะพวกนี้ปลอดภัยจริงหรือ? แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการคุกคาม ทั้งการถูกติดตาม ข่มขู่ รื้อค้น และการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวในชุมชน โดยฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐและลูกหม้อของนายทุน
เมื่อปี 2563 ตัวแทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ต้องลงพื้นที่ปราจีนบุรีด้วยตัวเอง เพื่อรับฟังเสียงของชาวบ้านที่ถูกละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะนักปกป้องสิ่งแวดล้อมหญิงที่ถูกข่มขู่ถึงบ้าน นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่กลิ่นเหม็น หรือแค่มลพิษในน้ำ แต่มันคือการที่รัฐล้มเหลวในการคุ้มครองคนที่ลุกขึ้นปกป้องสิทธิของตนเอง ทั้งที่ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ที่ควรจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการคุกคามนักปกป้องสิทธิ แต่ในทางปฏิบัติ รัฐกลับนิ่งเฉย ปล่อยให้บริษัทเอกชนดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่มีใครรับผิดชอบ
ในเมื่อหน่วยงานรัฐมีทั้งอำนาจตรวจสอบ อนุญาต และควบคุมโรงงาน แต่กลับไม่เคยใช้มันเพื่อปกป้องประชาชน การเงียบจึงไม่ใช่ความไม่รู้ แต่มันกลับเป็นการรู้เห็นเป็นใจ
เราจึงต้องตั้งคำถามตรง ๆ ว่า การขยายพื้นที่ EEC ปราจีนบุรีนั้น เพื่อใคร? เพราะดูจากผลลัพธ์แล้ว มันไม่ได้เพื่อคนปราจีนบุรีแน่ ๆ
นักการเมืองท้องถิ่นบางคนได้ประโยชน์จากการขายที่ดิน ข้าราชการบางกลุ่มได้ตำแหน่งจากการเอื้อให้โครงการเดินหน้า ส่วนชาวบ้านที่เสียที่นา เสียสุขภาพ เสียความสงบ กลับถูกกล่าวหาว่า ขัดขวางการพัฒนา
หลักการประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (Environmental Democracy) ที่โลกทั้งโลกยึดถือว่าประชาชนต้องมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตทรัพยากรของตนเอง ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในปราจีนบุรี
รัฐบาลไทยคุยโวบนเวทีโลกเรื่อง BCG Model, SDGs, พัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ในแผ่นดินจริงกลับอนุญาตให้โรงงานขยะตั้งกลางหมู่บ้านโดยไม่สนสิทธิของใครทั้งนั้น
นี่แหละคืออำนาจนิยมในคราบการพัฒนาที่ทำลายทั้งสิ่งแวดล้อมและประชาธิปไตยในคราวเดียว
การเรียกร้องให้รัฐไทยปกป้องนักปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาคุยกันเล่น ๆ แต่มันเป็นภาระผูกพันระหว่างประเทศ ที่ไทยต้องทำตามทั้งกรอบ NAP และ Escazú Agreement ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและนักปกป้องสิทธิ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปราจีนบุรีกลับตรงกันข้าม รัฐละเมิดด้วยการนิ่งเฉย และปล่อยให้ความกลัวกลายเป็นอาวุธทางนโยบาย
ถ้ารัฐยังไม่เห็นว่านักปกป้องสิ่งแวดล้อมคือกลไกสำคัญของประชาธิปไตย ประเทศนี้ก็จะจมอยู่ในวังวนของการพัฒนาที่สร้างมลพิษทั้งต่อดิน น้ำ อากาศ และจิตวิญญาณของผู้คน
EEC ปราจีนบุรีกำลังสอนเราว่า คำว่าเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในภาษาไทยจริง ๆ อาจหมายถึงเขตพิเศษที่รัฐอนุญาตให้ละเมิดสิทธิได้อย่างเป็นระบบ
หากเรายังยอมให้โครงการแบบนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่ตรวจสอบ วันหนึ่งปราจีนบุรีจะไม่เหลืออะไรนอกจากชื่อในแผนที่ และเรื่องเล่าของคนที่ครั้งหนึ่งเคยต่อสู้เพื่อลมหายใจ
ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิดจากคำประกาศของรัฐ แต่มันเกิดจากคนตัวเล็ก ๆ ที่ยังเชื่อว่า “บ้านฉันต้องไม่เหม็นสารเคมี” “ลูกฉันต้องมีน้ำสะอาดกิน” และ “สิทธิฉันต้องไม่ถูกเหยียบย่ำในนามของการพัฒนา”
เพราะถ้าเราปล่อยให้คนเหล่านี้ล้มลงไปอย่างเงียบ ๆ วันหนึ่งเราทุกคนก็จะเป็นเพียงเหยื่อของการพัฒนาแบบเดียวกันคือ การพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน…
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

