ทุกปีเมื่อฤดูแล้งมาถึง ภาคเหนือของประเทศไทยจะจมอยู่ใต้ม่านควัน PM2.5 ข่าวพาดหัวซ้ำเดิมถูกผลิตซ้ำทำนองว่า “วิกฤตไฟป่า” “ฝุ่นพิษระดับอันตราย” “ต้องเอาผิดคนเผา” ภาพนักสู้ไฟป่าถูกยกย่องในฐานะนักรบ ขณะที่ภาพของชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้ต้องสงสัย ในพื้นที่สื่อกระแสหลักและแคมเปญของภาคประชาสังคมคนในเมือง ไฟป่าไม่ได้ถูกอธิบายว่าเป็นกระบวนการทางนิเวศ หากแต่ถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นภัยความมั่นคง และสงครามกับศัตรูที่มองไม่เห็น คำถามคือ ใครเป็นคนกำหนดว่าไฟคือศัตรู? และใครกันที่ถูกทำให้กลายเป็นศัตรูในสงครามนี้?...
กฏหมาย
หากฟังการหาเสียงของพรรคการเมืองไทยในปีนี้โดยไม่ดูชื่อพรรค แทบแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร ทุกพรรคพูดภาษาเดียวกัน Net Zero, พลังงานสะอาด, การเติบโตสีเขียว, เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ, BCG economy สิ่งแวดล้อมถูกทำให้เป็นฉันทามติกลางทางการเมือง แต่ฉันทามตินี้ไม่ได้เกิดจากชัยชนะของประชาชน หากแต่เกิดจากการที่สิ่งแวดล้อมถูกทำให้ปลอดภัยต่ออำนาจ สิ่งที่ดูเหมือนความก้าวหน้า แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำให้ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องทางเทคนิค เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เรื่องของตลาด...
ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสัตว์ป่าหลุดจากป่าอย่างที่ราชการส่วนกลางชอบนิยาม แต่มันคือภาวะฉุกเฉินเชิงสังคมที่กินลึกถึงโครงสร้างอำนาจรัฐ ชีวิตที่ต้องนอนแบบไม่รู้ว่าจะตายกลางดึกหรือไม่ ทุเรียนทั้งสวนสูญในคืนเดียว เด็กต้องเดินไปโรงเรียนพร้อมความหวาดระแวง บ้านเรือนที่กลายเป็นแนวหน้าของสมรภูมิทรัพยากรที่ไม่มีใครยอมรับว่ามันคือสงคราม และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ทุกครั้งที่ชุมชนส่งเสียงร้อง รัฐตอบด้วยท่าทีที่เย็นชา ว่างเปล่า และซ้ำซ้อน เหมือนแผนการแก้ปัญหาที่ลอกออกจากเอกสารราชการเมื่อสิบปีก่อน ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าช้างเกเร หรือชาวบ้านบุกรุกป่าอย่างที่กลไกรวมศูนย์ชอบกล่าวหา แต่เป็นการจัดบริการสาธารณะด้านความปลอดภัยที่รัฐทิ้งให้ชุมชนแก้เอง และเรื่องทั้งหมดนี้ในทางทฤษฎีไม่สมควรเกิดขึ้นเลย...
รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นการวางกรอบที่คืนอำนาจให้ประชาชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อลงสนามจริงจากป่าเขาอ่างฤาไนถึงเหมืองโปแตชอีสาน จากเขื่อนคลองมะเดื่อถึงอีอีซี คำถามเดียวผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าสิทธิอยู่ในรัฐธรรมนูญจริง เหตุใดประชาชนถึงแพ้ทุกครั้ง? คำตอบไม่ได้อยู่ในป่าหรือในเหมือง แต่อยู่ในตัวอักษรของรัฐธรรมนูญเอง และในโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้สิทธิเหล่านี้ไม่มีวันถูกใช้ได้จริง ข้อความบนหน้ากระดาษดูสวยงามในมาตรา 43 ว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ โดยเนื้อความใน...
รัฐธรรมนูญ 2560 มักถูกอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะมาตรา 57 (2) ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำงดงาม อนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู บริหารจัดการ ใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน และที่สำคัญคือให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ แต่เมื่ออ่านอย่างไม่หลงวาทกรรม คำถามแรกที่ต้องถามคือ ใครเป็นประธานของประโยคนี้ และใครเป็นเพียงส่วนขยายคำตอบชัดเจนมาก...
ในประวัติศาสตร์การจัดการที่ดินของไทย สิทธิไม่เคยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง หากเป็นเพียงสิ่งที่รัฐอนุญาตให้มีภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนด และพร้อมจะเพิกถอนเมื่อใดก็ได้หากขัดต่อยุทธศาสตร์การพัฒนา การเกิดขึ้นของโฉนดชุมชนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือจัดการที่ดินรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความพยายามท้าทายอำนาจผูกขาดของรัฐเหนือทรัพยากร และเป็นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างการเมืองของสิทธิในสังคมไทยโดยตรง รัฐพยายามลดทอนโฉนดชุมชนให้เหลือเพียงโครงการทดลอง หรือมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับชุมชนยากจนในป่า แต่ในความจริง โฉนดชุมชนคือการออกแบบสิทธิในที่ดินร่วมกัน (collective tenure) ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดตรงข้ามกับระบบกรรมสิทธิเดี่ยวแบบทุนนิยมและรัฐรวมศูนย์ แทนที่จะถามว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน? โฉนดชุมชนจะถามว่า ใครมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่?...
ในประเทศที่ผืนดินถูกปกครองก่อนประชาชนเสมอ เราไม่ควรแปลกใจที่ปัญหาที่ดิน-ป่าไม้ของไทยลากยาวมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน เพราะโครงสร้างรัฐไทยถือที่ดินเป็นฐานความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจมากกว่าจะมองมันเป็นฐานชีวิตของคนที่อยู่ในพื้นที่จริง ๆ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. จึงไม่ได้เป็นเพียงนโยบายจัดสรรที่ดิน แต่เป็นการรื้อฟื้นระบอบควบคุมที่ดินแบบรวมศูนย์ที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ มันเป็นเครื่องจักรทางอำนาจที่ทำให้รัฐสามารถครอบครองพื้นที่โดยไม่ต้องถือโฉนดแม้แต่ใบเดียว นี่ถือเป็นความย้อนแย้งที่เลวร้ายที่สุดของการจัดการที่ดินไทย ประชาชนเป็นผู้สร้างภูมิประเทศ แต่รัฐคือเจ้าของภูมิภาค ผู้คนคือผู้ถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ทั้งที่พวกเขาอยู่มาก่อนรัฐสมัยใหม่จะถือกำเนิดเสียอีก...
รัฐบาลไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าเขตพิเศษขึ้นทั่วประเทศราวกับแผนการแบ่งพื้นที่อำนาจใหม่ ตั้งแต่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปจนถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการผลักดันอย่างเร่งด่วนในสภาฯ รัฐบาลใช้ถ้อยคำที่หอมหวานอย่าง พัฒนาเศรษฐกิจ, การสร้างงาน, ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อปิดบังการยึดครองเชิงโครงสร้างของรัฐและทุนเหนือชีวิตประชาชน แต่หากมองให้ลึกลงไปในเนื้อกฎหมายและนโยบาย จะเห็นว่าเขตพิเศษคือกลไกของรัฐแบบอาณานิคมภายใน (internal colonialism) การแบ่งแยกดินแดนภายในประเทศเพื่อให้ทุนมีอำนาจเหนือกฎหมาย...
ปัญหาสิ่งแวดล้อมในสังคมโลกและสังคมไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยม ที่เน้นการใช้ทรัพยากรเพื่อการเติบโต นำไปสู่การผูกขาดผ่านการครอบครอง การสร้างกรรมสิทธิ์เหนือทรัพยากร และการแปรรูปกรรมสิทธิ์ให้กลายเป็นสินค้าเพื่อแสวงหาผลกำไร รัฐซึ่งเกิดขึ้นในวัฒนธรรมการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ ได้มีบทบาทในการจัดการ ควบคุม และจัดสรรทรัพยากรเพื่อตอบสนองการเติบโตของกลุ่มทุน และควบคุมทรัพยากรเพื่อค้ำอำนาจทางการเมืองและความชอบธรรม ปัญหาของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมมีความแตกต่างจากปัญหาอื่นที่กลไกรัฐจัดการได้ง่าย เนื่องจากมีผลกระทบในวงกว้าง ข้ามเขตแดนอำนาจปกครองและรัฐ และผสานกับปัญหาอื่นจนเกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ การจัดการที่ต้นตอเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ทำให้ปัญหายากที่จะยุติ ไม่สามารถหาผู้ก่อการและผู้เสียหายที่ตายตัวได้...
ปลายฤดูฝนปีนี้ สายน้ำกกที่ไหลจากรัฐฉานของเมียนมาเข้าสู่จังหวัดเชียงราย ไม่ได้พกเพียงน้ำหลากและตะกอนธรรมชาติ แต่พก “สารพิษ” มาด้วย ทั้งโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองแร่ในฝั่งเมียนมา ที่กำลังค่อย ๆ ทำให้ชุมชนไทยริมแม่น้ำเผชิญโรคเรื้อรัง เด็กบางคนมีสารตะกั่วและแมงกานีสในเลือดสูงกว่าค่ามาตรฐาน อวนดักปลาได้เพียงปลาที่ไม่สามารถกินได้หรือมีรอยแผลประหลาด ท่ามกลางเสียงร้องขอของชาวบ้าน รัฐบาลไทยมีคำตอบหนึ่งเรียกว่า “สร้างฝายดักตะกอน” เพื่อกักสิ่งสกปรกไม่ให้ไหลเข้าสู่ตอนล่างของแม่น้ำ “ฝายดักตะกอนมันเหมือนการกวาดฝุ่นไปซ่อนใต้พรม”...

