8 June 2026

ป่าไม้

การถกเถียงเรื่องสิทธิในที่ดินของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางกฎหมายหรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจว่าด้วยคำถามพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งของสังคมการเมืองไทย นั่นคือ ใครคือเจ้าของแผ่นดิน และใครมีสิทธิชี้ชะตาการใช้ประโยชน์จากผืนดินนั้น ในคอลัมน์ที่แล้ว ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (10) และ (11) เราเห็นแล้วว่าโครงสร้างแบบ คทช. คือการจัดการที่ดินภายใต้กรอบรัฐรวมศูนย์ ที่ยอมให้ใช้ แต่ไม่ให้เป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ ขณะที่โฉนดชุมชนคือความพยายามท้าทายโครงสร้างดังกล่าว...
ในประวัติศาสตร์การจัดการที่ดินของไทย สิทธิไม่เคยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง หากเป็นเพียงสิ่งที่รัฐอนุญาตให้มีภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนด และพร้อมจะเพิกถอนเมื่อใดก็ได้หากขัดต่อยุทธศาสตร์การพัฒนา การเกิดขึ้นของโฉนดชุมชนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือจัดการที่ดินรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความพยายามท้าทายอำนาจผูกขาดของรัฐเหนือทรัพยากร และเป็นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างการเมืองของสิทธิในสังคมไทยโดยตรง รัฐพยายามลดทอนโฉนดชุมชนให้เหลือเพียงโครงการทดลอง หรือมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับชุมชนยากจนในป่า แต่ในความจริง โฉนดชุมชนคือการออกแบบสิทธิในที่ดินร่วมกัน (collective tenure) ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดตรงข้ามกับระบบกรรมสิทธิเดี่ยวแบบทุนนิยมและรัฐรวมศูนย์ แทนที่จะถามว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน? โฉนดชุมชนจะถามว่า ใครมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่?...
ในประเทศที่ผืนดินถูกปกครองก่อนประชาชนเสมอ เราไม่ควรแปลกใจที่ปัญหาที่ดิน-ป่าไม้ของไทยลากยาวมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน เพราะโครงสร้างรัฐไทยถือที่ดินเป็นฐานความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจมากกว่าจะมองมันเป็นฐานชีวิตของคนที่อยู่ในพื้นที่จริง ๆ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. จึงไม่ได้เป็นเพียงนโยบายจัดสรรที่ดิน แต่เป็นการรื้อฟื้นระบอบควบคุมที่ดินแบบรวมศูนย์ที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ มันเป็นเครื่องจักรทางอำนาจที่ทำให้รัฐสามารถครอบครองพื้นที่โดยไม่ต้องถือโฉนดแม้แต่ใบเดียว นี่ถือเป็นความย้อนแย้งที่เลวร้ายที่สุดของการจัดการที่ดินไทย ประชาชนเป็นผู้สร้างภูมิประเทศ แต่รัฐคือเจ้าของภูมิภาค ผู้คนคือผู้ถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ทั้งที่พวกเขาอยู่มาก่อนรัฐสมัยใหม่จะถือกำเนิดเสียอีก...