ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมักหมุนอยู่รอบคำสำคัญคำหนึ่ง นั่นก็คือคำว่า การมีส่วนร่วม เวทีรับฟังความคิดเห็น การประชุมชี้แจงโครงการ การทำประชาพิจารณ์ การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม กลไกเหล่านี้ถูกออกแบบขึ้นภายใต้สมมติฐานว่า หากรัฐเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ความขัดแย้งก็จะคลี่คลาย และการพัฒนาจะเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ประสบการณ์ของชุมชนจำนวนมากกลับสะท้อนอีกภาพหนึ่งว่า เวทีมีอยู่จริง เสียงของประชาชนมีอยู่จริง แต่ผลลัพธ์กลับไม่เคยเปลี่ยน โรงไฟฟ้ายังคงถูกสร้าง...
สิทธิชุมชน
หากฟังการหาเสียงของพรรคการเมืองไทยในปีนี้โดยไม่ดูชื่อพรรค แทบแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร ทุกพรรคพูดภาษาเดียวกัน Net Zero, พลังงานสะอาด, การเติบโตสีเขียว, เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ, BCG economy สิ่งแวดล้อมถูกทำให้เป็นฉันทามติกลางทางการเมือง แต่ฉันทามตินี้ไม่ได้เกิดจากชัยชนะของประชาชน หากแต่เกิดจากการที่สิ่งแวดล้อมถูกทำให้ปลอดภัยต่ออำนาจ สิ่งที่ดูเหมือนความก้าวหน้า แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำให้ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องทางเทคนิค เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เรื่องของตลาด...
ประเทศไทยหลังปี 2560 ถูกผนึกด้วยรัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบมาเพื่อประกันเสถียรภาพของอำนาจส่วนกลาง มากกว่าปกป้องประชาชน สิทธิเสรีภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เคยปรากฏเป็นหมุดหมายความหวังในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ถูกลดทอน ละลาย หรือบิดเบือนจนเป็นเพียงคำสุภาพที่อ่านแล้วเพลินใจแต่ใช้การแทบไม่ได้ รัฐกลายเป็นผู้แทนเจ้าของแผ่นดินที่ตั้งตนเป็นนายเหนือสินทรัพย์ธรรมชาติ ในขณะที่ประชาชน ผู้อยู่อาศัย ผู้พึ่งพิง ผู้ดูแลระบบนิเวศกลับถูกนิยามใหม่เป็นผู้ต้องได้รับอนุญาตให้มีชีวิตในบ้านของตัวเอง นี่คือพลวัตเชิงอำนาจที่สะท้อนถึงรากฐานอาณานิคมภายใน...
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 2560 คือการมองว่าสิทธิด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกเขียนใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน หากพิจารณาเพียงรายมาตรา สิ่งนี้อาจดูจริง มาตรา 43 กล่าวถึงสิทธิชุมชน มาตรา 58 กล่าวถึงการประเมินผลกระทบ และมาตรา 59 รับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่หากอ่านทั้งสามมาตราร่วมกันในฐานะระบบสิทธิ จะเห็นรูปแบบการออกแบบที่ชัดเจนว่า...
การถกเถียงเรื่องสิทธิในที่ดินของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางกฎหมายหรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจว่าด้วยคำถามพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งของสังคมการเมืองไทย นั่นคือ ใครคือเจ้าของแผ่นดิน และใครมีสิทธิชี้ชะตาการใช้ประโยชน์จากผืนดินนั้น ในคอลัมน์ที่แล้ว ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (10) และ (11) เราเห็นแล้วว่าโครงสร้างแบบ คทช. คือการจัดการที่ดินภายใต้กรอบรัฐรวมศูนย์ ที่ยอมให้ใช้ แต่ไม่ให้เป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ ขณะที่โฉนดชุมชนคือความพยายามท้าทายโครงสร้างดังกล่าว...
ปัญหาสิ่งแวดล้อมในสังคมโลกและสังคมไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยม ที่เน้นการใช้ทรัพยากรเพื่อการเติบโต นำไปสู่การผูกขาดผ่านการครอบครอง การสร้างกรรมสิทธิ์เหนือทรัพยากร และการแปรรูปกรรมสิทธิ์ให้กลายเป็นสินค้าเพื่อแสวงหาผลกำไร รัฐซึ่งเกิดขึ้นในวัฒนธรรมการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ ได้มีบทบาทในการจัดการ ควบคุม และจัดสรรทรัพยากรเพื่อตอบสนองการเติบโตของกลุ่มทุน และควบคุมทรัพยากรเพื่อค้ำอำนาจทางการเมืองและความชอบธรรม ปัญหาของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมมีความแตกต่างจากปัญหาอื่นที่กลไกรัฐจัดการได้ง่าย เนื่องจากมีผลกระทบในวงกว้าง ข้ามเขตแดนอำนาจปกครองและรัฐ และผสานกับปัญหาอื่นจนเกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ การจัดการที่ต้นตอเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ทำให้ปัญหายากที่จะยุติ ไม่สามารถหาผู้ก่อการและผู้เสียหายที่ตายตัวได้...
สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ หรือ สคส. เผยจดหมายเปิดผนึกถึง นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงวันที่ 8 กรกฏาคม 2568 เรื่อง ข้อเสนอด้านกฎหมาย นโยบาย และการขับเคลื่อนสิทธิ ความเป็นธรรมในสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของ...

