“รัฐไทยกำลังเดินหน้าไปสู่อนาคตของทุน โดยปล่อยให้สิทธิมนุษยชนตกค้างอยู่ในอดีต”
นี่คือประโยคที่สะท้อนสภาวะร่วมสมัยได้ดีที่สุด หากมองผ่านโครงสร้างการพัฒนาเชิงอำนาจในสองพื้นที่ยุทธศาสตร์ ทั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่กำลังกลายเป็นเครื่องทดสอบขอบเขตของสิทธิและประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมไทยในศตวรรษที่ 21
หากใครยังจำได้ ช่วงปี 2561 คือจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 โดยมอบอำนาจมหาศาลให้คณะกรรมการนโยบาย EEC ซึ่งอยู่เหนือการกำกับของท้องถิ่นและชุมชนใด ๆ รัฐใช้วาทกรรมการพัฒนาอย่างยั่งยืน และนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 ปิดทองบนเปลือกทุน แต่สิ่งที่เกิดในพื้นที่คือโรงงานอุตสาหกรรมหนัก การถมทะเล การเปลี่ยนผังเมือง และการขับไล่ผู้คนออกจากพื้นที่ทำกิน
ขณะที่ในทางสากล รัฐไทยประกาศตัวว่าดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ซึ่งควรจะทำหน้าที่คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และป้องกันการละเมิดสิทธิจากธุรกิจ แต่สิ่งที่เห็นในพื้นที่จริงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง NAP กลายเป็นเครื่องมือสร้างภาพบนเวทีโลก เพื่อบังหน้าความรุนแรงเชิงโครงสร้างในระดับพื้นที่
ตัวอย่างที่ชัดคือกรณีชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรี ที่รวมตัวกันเพื่อต่อต้านโรงงานขยะและมลพิษในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2562 แต่กลับถูกคุกคาม ถูกติดตาม และถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการพัฒนา
แม้แต่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ยังต้องลงพื้นที่ในปี 2563 เพื่อเรียกร้องให้รัฐไทยคุ้มครองความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิฯ แต่สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม ชาวบ้านที่ลุกขึ้นปกป้องสิทธิในการหายใจ กลับต้องอยู่ในเงื้อมมือการคุกคามจากทุนและรัฐ
สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาในพื้นที่เท่านั้น หากแต่เป็นภาพสะท้อนโครงสร้างรัฐที่ไม่เคยมีพื้นที่ให้สิทธิมนุษยชนยืนอยู่จริง
เมื่อ EEC กลายเป็นโมเดลสำเร็จรูปในสายตารัฐบาล ทั้งที่ปัญหาท่วมจนมองไม่เห็นทะเล รัฐก็เร่งขยายโครงการลงใต้ในชื่อ SEC (Southern Economic Corridor) ครอบคลุมพื้นที่ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
พร้อมวาดภาพแลนด์บริดจ์ นิคมอุตสาหกรรม และท่าเรือน้ำลึกเชื่อมอ่าวไทย–อันดามัน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทำซ้ำโครงสร้างอำนาจแบบเดียวกับ EECกฎหมายพิเศษเหนือท้องถิ่น การตัดสินใจแบบ top-down เวทีรับฟังที่เป็นพิธีกรรม และการนิยามชาวบ้านให้กลายเป็นผู้รบกวนในบ้านของตัวเอง
SEC จึงไม่ใช่แค่โครงการเศรษฐกิจ แต่เป็นสนามทดลองของการลดทอนสิทธิประชาชนอย่างเป็นระบบ
หากใช้กรอบ Human Rights-Based Approach (HRBA) มาวิเคราะห์จะพบว่าสิทธิได้ถูกลดทอนเหลือเพียงถ้อยคำในเอกสารราชการ
NAP ของไทยมี 4 หลักการสำคัญ คือ การป้องกันการละเมิดสิทธิจากธุรกิจ การส่งเสริมการเคารพสิทธิของภาคธุรกิจ การเยียวยา และการสร้างวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชน
แต่ในทางปฏิบัติทั้ง 4 ข้อกลับกลายเป็นเสาหลอกตาที่ไม่มีเนื้อใน ไม่มีระบบเยียวยาที่เข้าถึงง่าย ไม่มีมาตรการปกป้องนักสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีช่องทางการร้องเรียนที่ปลอดภัยจากอิทธิพลทุน
รัฐพูดถึงสิทธิมนุษยชนราวกับเป็นตรายางหนึ่งที่ต้องปั๊มเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบของสหประชาชาติ มากกว่าจะเป็นพันธะสัญญาที่ต้องรักษาอย่างจริงจัง
ในกรอบ Environmental Justice (EJ) ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรปรากฏอย่างเด่นชัด คนจนในพื้นที่ EEC และ SEC ต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ดินทำกินและมลพิษจากโรงงาน ขณะที่กลุ่มทุนกลับได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี การใช้ที่ดิน และการอุดหนุนจากรัฐ
นี่คือความยุติธรรมแบบสองมาตรฐาน ที่มีกฎหมายรับรองผลประโยชน์ของทุน แต่ไม่มีอะไรรับรองสิทธิของประชาชน
การพัฒนาแบบนี้ไม่เพียงทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังทำลายความยุติธรรมในสังคมไปพร้อมกัน
ความยุติธรรมทางนิเวศ (Ecological Justice) ตั้งอยู่บนแนวคิดว่าธรรมชาติมีสิทธิในตัวเอง (rights of nature) แต่ในเขตพิเศษทั้ง EEC และ SEC ธรรมชาติกลับถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรที่ต้องจัดการเพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
ผังเมืองใหม่ใน EEC ตัดผ่านป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ และเขตกันชนทางนิเวศ ขณะที่ SEC เตรียมผ่าภูเขาและสร้างเส้นทางเชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน ทั้งหมดนี้คือการทำลายรากฐานของระบบนิเวศ เพื่อสร้างรากฐานของทุน
การพัฒนาแบบ EEC และ SEC ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจอย่างที่รัฐกล่าวอ้าง หากแต่เป็นกลไกของการสะสมทุนในรูปแบบใหม่ ทุนอสังหาริมทรัพย์ได้ที่ดิน ทุนพลังงานได้สิทธิผลิตไฟฟ้า ทุนอุตสาหกรรมได้ผังเมืองใหม่ ข้าราชการระดับสูงได้ตำแหน่งในบอร์ด นักการเมืองได้ฐานเสียงและผลตอบแทน ในขณะที่ประชาชนได้เพียงเศษฝุ่นจากความเจริญที่เขาไม่เคยร้องขอ
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดสะท้อน developmental authoritarianism การพัฒนาโดยใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือผลักดันโดยไม่ฟังเสียงประชาชน นี่คือรูปแบบของประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรม (procedural democracy) ที่รัฐเปิดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นเพียงเพื่อให้ครบขั้นตอน แต่ไม่เคยตั้งใจฟังจริง ๆ รัฐไม่เพียงละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังปล้นสิทธิในการตัดสินใจของชุมชนไปด้วย
ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาใน EEC–SEC ถูกผูกขาดโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ภายใต้อิทธิพลรัฐและทุน รายงาน EIA ถูกเขียนโดยบริษัทที่รับจ้างจากผู้ประกอบการ ข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถูกปิดบังในนามข้อมูลลับทางธุรกิจ ขณะที่เสียงของชาวบ้านถูกลดทอนว่าเป็นความรู้ชาวบ้านที่ไม่มีน้ำหนักทางวิชาการ นี่คือการเมืองของความรู้ที่ทำให้ความจริงของคนเล็ก ๆ ถูกลบออกจากโต๊ะนโยบาย
ช่องว่างหลักของนโยบายรัฐไทยคือการไม่มีกลไกบังคับใช้สิทธิมนุษยชนในเชิงพื้นที่ NAP พูดถึงสิทธิมนุษยชนเชิงนามธรรม แต่ไม่แตะการกระจายอำนาจ พูดถึงความโปร่งใส แต่ไม่บังคับให้เปิดเผยข้อมูล พูดถึงการคุ้มครองนักสิทธิมนุษยชน แต่ไม่มีกฎหมายปกป้องจริง
การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงต้องเริ่มจากการรื้อโครงสร้าง ให้ชุมชนมีสิทธิร่วมตัดสินใจในทุกโครงการที่กระทบชีวิต บังคับเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน และสร้างระบบยุติธรรมที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องพึ่งทุนหรืออำนาจ
EEC และ SEC ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเศรษฐกิจ แต่เป็นกระจกสะท้อนว่ารัฐไทยเข้าใจคำว่าสิทธิมนุษยชนเพียงผิวเผินเพียงใด การพูดถึง NAP จึงเป็นเพียงการอ้างอิงเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมคือคำตอบเดียวที่จะดึงสิทธิมนุษยชนกลับมาจากมือของทุน เมื่อการพัฒนาไม่อาจจะหยุดได้ แต่สิ่งที่ต้องถามต่อคือ ใครจะเป็นเจ้าของสิทธิในการกำหนดทิศทางของมัน?
หากเราไม่ตั้งคำถามวันนี้ วันหนึ่งคำว่าสิทธิมนุษยชน จะเหลือเพียงถ้อยคำในรายงานของรัฐ แต่ไม่มีอยู่จริงในชีวิตของคนที่ถูกทำให้หายไปจากแผนการพัฒนา
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

