เรากำลังอยู่ในห้วงเวลาที่แทบไม่มีใครสนใจว่าแม่น้ำสาย รวก กก โขง และสาละวินกำลังปนเปื้อนอะไรอยู่ สิ่งเดียวที่ตลาดโลกสนใจคือ แรร์เอิร์ทมีไหม? และสิ่งที่รัฐไทยสนใจยิ่งกว่าคือ เราจะอยู่ข้างใครในสงครามทรัพยากรครั้งใหม่ระหว่างจีนกับอเมริกา?
หลังการลงนาม MOU ด้านแรร์เอิร์ทกับรัฐบาลของ Donald Trump สิ่งที่ถูกเปิดไม่ใช่โอกาสทางเศรษฐกิจ แต่คือ ประตูสู่หายนะทางนิเวศ สิทธิ ภูมิรัฐศาสตร์ ที่สังคมไทยแทบไม่รู้ตัว เพียงเพราะชนบทชายแดนไม่มี Lobbyist ไปเดินในทางเดินหินอ่อนของกระทรวง
คำถามง่ายที่สุดคือ การทำ MOU ด้านแรร์เอิร์ทของไทยได้ผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน (HRIA) หรือไม่? คำตอบคือ ไม่ และไม่มีแม้แต่ท่าทีว่าจะทำ
สิ่งที่ถูกละเลยที่สุดคือสิทธิของประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสำรวจ ขุดเจาะ ขนส่ง แปรรูป ทั้งในพื้นที่ชายแดนแม่ฮ่องสอน เชียงราย ตาก และพื้นที่อุตสาหกรรมอย่าง EEC ซึ่งเตรียมรองรับการ downstream rare earth processing หรือกระบวนการแปรรูปแร่ธาตุหายากขั้นปลายจำนวนมากก่อนส่งออกให้ United States Department of Defense และบริษัทเทคโนโลยีสาย supply chain security
หากรัฐไทยจะเดินเกมแรร์เอิร์ทต่อโดยไม่รับผิดชอบต่อประชาชน ก็คือการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า สิทธิของประชาชนไทยมีค่าน้อยกว่าโลหะ 17 ชนิด
สายน้ำไทยกลายเป็นรายงานสิ่งแวดล้อมที่รัฐไม่เคยเขียน อาการเริ่มแรกชัดเจน น้ำขุ่นแบบมีสารละลายโลหะหนัก ปลาอพยพหายไป ตะกอนสีเหลือง–น้ำตาลในหลายตอนน้ำของแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกก นี่คือราคาแรกของแรร์เอิร์ทจากเมียนมา ซึ่งหลายพื้นที่อยู่ใกล้กับอิทธิพลของกองกำลังติดอาวุธ และเศรษฐกิจสงครามที่จีนสนับสนุนบางส่วน
และนี่คือความอยุติธรรมระดับข้ามพรมแดน ชาวบ้านไทยไม่เคยได้รับประโยชน์แม้แต่น้อยจากเหมือง แต่ต้องรับพิษโดยตรงเพราะอยู่ใกล้พรมแดนมากกว่าเมืองหลวง
ความจริงคือ rare earth supply chain ไม่ได้เริ่มที่โรงงานในชลบุรี แต่เริ่มที่หลุมดินบนเนินเขาในหลายพื้นที่แถบภาคเหนือ ตะวันตก และใต้ ซึ่งใช้สารเคมีอย่างแอมโมเนียมซัลเฟตบีบแร่ลานาไธด์ออกมาทีละหยด และน้ำเสียทุกหยดมุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้านและเมืองโดยภูมิศาสตร์เป็นผู้ตัดสิน
เมื่อรัฐไทยเร่งจะเป็นศูนย์กลางแปรรูปและ downstream ของแรร์เอิร์ทในเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC) หรือในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) นั่นหมายความว่า ระบบนิเวศไทยกำลังถูกยึดไว้เพื่อ supply chain โลก โดยไม่มีเสียงของระบบนิเวศอยู่บนโต๊ะเจรจา
แรร์เอิร์ทไม่ใช่แร่สะอาด การแปรรูปต้องใช้กรด ด่าง สารแยกโลหะ การกำจัดกากต้องใช้พื้นที่ฝังกลบและระบบบำบัดแบบมาตรฐานสากลที่แทบไม่มีในไทย
นิเวศที่ถูกทำลายไม่ได้อยู่เฉย ๆ มันตอบโต้ด้วยการทำลายตัวเองอย่างต่อเนื่อง มลพิษทางน้ำกระทบสุขภาพคน มลพิษทางอากาศจากโรงงานกระทบโครงสร้างโรคเท่าและใหม่ในพื้นที่ ของเสียอันตรายปนเปื้อนดิน ความเสื่อมโทรมนำมาสู่ความยากจนวนซ้ำ นิเวศกำลังจ่ายราคาแทนรัฐไทย โดยที่ไม่มีใครถามความสมัครใจ
ความซับซ้อนของชุมชนบนพื้นที่ชายแดนถูกทำให้แบนราบผ่านการมองแบบราชการ ชุมชนกะเหรี่ยง มูเซอ ลาหู่ ที่พึ่งแม่น้ำมาตั้งแต่ก่อนเส้นแบ่งเขตแดน ถูกทำให้เป็นผู้ได้รับผลกระทบ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาคือผู้มีสิทธิร่วมกำหนดชะตากรรมของลุ่มน้ำ
ในเมื่อแรร์เอิร์ทถูกจัดว่าเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ชุมชนชายแดนจึงถูกทำให้เป็นพื้นที่เงียบต่อการกำหนดนโยบาย เพราะรัฐมองว่าการให้ชาวบ้านมีเสียงเท่ากับการลดความคล่องตัวของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก รัฐเลือกเกมของมหาอำนาจมากกว่าเกมของความเป็นมนุษย์
ฐานข้อมูลการผลิตแรร์เอิร์ทในระดับโลกบอกเราง่าย ๆ ว่า จีนควบคุมการ refine และ separation มากกว่า 80% ของโลก China Northern Rare Earth Group คือยักษ์ใหญ่ที่กำหนดราคาโลก อเมริกาจึงเร่งสร้าง supply chain นอกจีน ผ่าน MOU กับไทย เวียดนาม และออสเตรเลีย ไทยจึงไม่ได้ถูกเลือกเพราะความสามารถ แต่ถูกเลือกเพราะอยู่ใกล้แหล่งแร่ในเมียนมา และมีรัฐที่ทำข้อตกลงได้ง่าย
เราจะมองไม่เห็นเลยว่าคนชายแดนต้องเสี่ยงอะไร เพราะตัวแปรในโต๊ะเจรจาของสงครามเศรษฐกิจคือ ราคาตลาดโลหะ ความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน และผลประโยชน์ยุทธศาสตร์ ไม่ใช่สิทธิของชาวบ้านแม่สามแลบ นี่คือเศรษฐกิจการเมืองของความอยุติธรรมระดับโครงสร้าง
รัฐไทยกำลังแปรสภาพจากรัฐอธิปไตยไปเป็นรัฐผู้รับงานให้มหาอำนาจ โดยเฉพาะในโมเดล EEC–SEC การอนุมัติพื้นที่อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ ดิจิทัล พลังงาน ใน EEC ได้เปิดช่องให้ supply chain อเมริกาเข้ามาปักธงแบบไม่ตั้งคำถาม และใน SEC ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ที่กำลังจะเกิดในภาคใต้ยิ่งจะเปิดช่องให้เกิดกระเป๋าเงินเอกชนล่องหนที่ทำงานเหมือนรัฐซ้อนรัฐ
รัฐไทยไม่ได้ล่าอาณานิคม แต่กำลังยอมให้ตนเองถูกใช้เป็นอาณานิคมทรัพยากรยุคใหม่โดยไม่รู้ตัว
ช่องว่างใหญ่สุดมี 5 จุดสังเกตุสำคัญ คือ
- ไม่มี HRIA ก่อนลงนาม MOU แม้แต่โครงการขนาดเล็กยังต้องทำ EIA–EHIA แต่โครงการระดับ geopolitical scale อย่างแรร์เอิร์ทกลับไม่ต้องผ่านกระบวนการสิทธิใด ๆ
- ไม่มีระบบติดตามผลกระทบข้ามพรมแดน เราต้องใช้ปลาที่ตายเป็นระบบ early warning
- ไม่มีแผนจัดการของเสียแรร์เอิร์ทระดับประเทศ การแปรรูปใน EEC และ SEC จะสร้างกากพิษจำนวนมหาศาลใน 10 ปี
- ไม่มีระบบมีส่วนร่วมของชุมชนชายแดน เป็นช่องว่างเชิงสิทธิและเชิงอำนาจที่ใหญ่ที่สุด
- ไม่มีวิสัยทัศน์ด้านความมั่นคงสิ่งแวดล้อม รัฐคิดว่า rare earth คือการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ลืมคิดว่า rare earth ก็มีความเสี่ยงเชิงความมั่นคงของชาติ
ถ้าจะเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนที่โครงสร้าง ไม่ใช่แค่กระบวนการ จากรัฐควบคุมทรัพยากร ไปเป็นรัฐเป็นผู้ประกันสิทธิในการกำหนดทรัพยากรของประชาชน จาก EEC/SEC for Investors เป็น EEC/SEC for Ecology and Communities จาก MOU for geopolitics เป็น MOU ที่ประชาชนชายแดนต้องเห็นหัวตัวเองในข้อตกลง และเปลี่ยนจาก supply chain security เป็น human and environmental security
รัฐไทยสื่อสารว่า MOU คือ โอกาสทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านอุตสาหกรรมในอนาคต เป็นทางเลือกแทนจีน แต่รัฐไม่เคยเล่าว่า มลพิษแม่น้ำสาละวินคืออะไร ใครรับผิดชอบต่อแม่น้ำกก รวก สายที่ปนเปื้อน ไทยจะจัดการกากของแรร์เอิร์ทที่ imported from conflict zones อย่างไร ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่ทั้งหมดเกิดขึ้นตรงไหน รัฐจงใจทำให้ความรู้บางชนิดหายไป เพราะถ้าคนรู้มากเกินไป MOU อาจล้ม
แม่น้ำกก รวก สาย สาละวินไม่ใช่แค่แหล่งน้ำ แต่เป็น corridor ทางนิเวศของสัตว์ป่าหลายชนิด
รวมถึงปลาที่ใช้แม่น้ำอพยพไปตามฤดูกาล สัตว์เป็นตัวชี้วัดคุณภาพระบบนิเวศแบบที่อ่อนโยนที่สุด แต่เมื่อแม่น้ำเริ่มป่วย สัตว์จะเปลี่ยนเส้นทางอพยพ และความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แรร์เอิร์ทจึงเชื่อมโยงกับปัญหาสัตว์ป่ามากกว่าที่คนเมืองคิด เพราะเมื่อระบบนิเวศพัง แหล่งน้ำแหล่งอาหารก็หาย สัตว์ป่าก็อพยพสู่พื้นที่ของคน และความรุนแรงก็จะตามมา
คำตอบคือ
ไทยควรยืนอยู่ในที่ที่สิทธิของประชาชนไม่ถูกขายให้มหาอำนาจ และในที่ที่ระบบนิเวศไม่ต้องจ่ายราคาแทน GDP ไทยไม่ควรยืนข้างจีน หรือข้างอเมริกา แต่ควรยืนข้างแม่น้ำของตัวเอง อยู่ข้างชุมชนชายแดนของตัวเอง
และอยู่ข้างอธิปไตยทางสิ่งแวดล้อมของตัวเอง
สงครามแรร์เอิร์ทไม่ใช่สงครามของเรา แต่ผลกระทบมันตกลงบนหัวเราอย่างแม่นยำ เพราะเรามีรัฐที่คิดว่าการได้ MOU กับมหาอำนาจคุ้มกว่าแม่น้ำทั้งห้าสายที่กำลังตายไปช้า ๆ
ถ้าเรายังไม่ตั้งคำถาม วันหนึ่งเราจะมี supply chain ที่สมบูรณ์แบบ แต่ไม่มีประเทศที่น่าอยู่หลงเหลือให้เรา
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

