รัฐบาลไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าเขตพิเศษขึ้นทั่วประเทศราวกับแผนการแบ่งพื้นที่อำนาจใหม่ ตั้งแต่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปจนถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการผลักดันอย่างเร่งด่วนในสภาฯ รัฐบาลใช้ถ้อยคำที่หอมหวานอย่าง พัฒนาเศรษฐกิจ, การสร้างงาน, ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อปิดบังการยึดครองเชิงโครงสร้างของรัฐและทุนเหนือชีวิตประชาชน
แต่หากมองให้ลึกลงไปในเนื้อกฎหมายและนโยบาย จะเห็นว่าเขตพิเศษคือกลไกของรัฐแบบอาณานิคมภายใน (internal colonialism) การแบ่งแยกดินแดนภายในประเทศเพื่อให้ทุนมีอำนาจเหนือกฎหมาย เหนือสิทธิชุมชน และเหนือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ (Blauner, 1969; Harvey, 2005)
EEC ไม่ได้เป็นเพียงเขตอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เป็นเขตยกเว้นทางกฎหมาย ที่ให้อำนาจคณะกรรมการบริหารสามารถข้ามหัวท้องถิ่น ข้าม พ.ร.บ.ผังเมือง ข้ามกฎหมายสิ่งแวดล้อม และแม้กระทั่งข้ามสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญได้ภายใต้ข้ออ้างเพื่อประโยชน์แห่งการพัฒนา
ในนามของชาติ พวกเขาสร้างโครงสร้างอำนาจใหม่ที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ในนามสิ่งแวดล้อมสะอาด พวกเขาเปิดพื้นที่ให้ทุนฟอกเขียวอย่างไม่รู้จบ
การจัดตั้ง EEC เมื่อปี 2561 เป็นการทดลองแบบ State Capture ในเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะมันทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลายเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายรัฐโดยตรง (Robinson, 2018) พื้นที่ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ถูกแปรสภาพจากพื้นที่ชุมชน เกษตรกรรม และชายฝั่งธรรมชาติให้กลายเป็นโรงงาน ปิโตรเคมี นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยที่ชาวบ้านไม่มีสิทธิแม้แต่จะตั้งคำถาม
“สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน” ถูกแทนที่ด้วย “สิทธิการลงทุนของทุนใหญ่”
คณะกรรมการ EEC ที่ประกอบด้วยนายทุนและข้าราชการระดับสูงสามารถอนุมัติโครงการโดยไม่ต้องผ่านสภาท้องถิ่น การอนุมัติรายงาน EIA ถูกทำให้เร็วขึ้นโดยข้ออ้างว่าต้องแข่งขันในระดับโลก และโมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) ก็ถูกใช้เป็นม่านบังตาเพื่อทำให้อุตสาหกรรมสะอาดกลายเป็นอาวุธในการยึดพื้นที่ต่อไป
ในทางทฤษฎีสิทธิมนุษยชน นี่คือการละเมิดหลักการ Human Rights-Based Approach อย่างชัดเจน เพราะรัฐละเลยการคุ้มครองสิทธิในการมีส่วนร่วม สิทธิในข้อมูลข่าวสาร และสิทธิในการกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง (United Nations, 2011)
กรณีจังหวัดปราจีนบุรีคือภาพสะท้อนของการขยายโมเดล EEC ไปยังพื้นที่อื่นโดยไม่ถามเจ้าของพื้นที่แม้แต่น้อย โรงงานขยะ โรงไฟฟ้า และโครงการกำจัดของเสียอุตสาหกรรมผุดขึ้นรอบชุมชนโดยมีเอกสารอนุญาตที่ชวนสงสัย
หลายปีก่อนกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ และฅนรักษ์บ้านหนองตลาด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ลุกขึ้นมาต่อสู้กับการคุกคามมลพิษที่เกิดจากโรงงานเหล่านี้ พวกเธอรายงานกลิ่นสารเคมีฉุนจัดในอากาศ การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ และรถบรรทุกขยะอุตสาหกรรมที่วิ่งผ่านหมู่บ้านตลอดทั้งคืน
สิ่งที่รัฐตอบกลับไม่ใช่การตรวจสอบ แต่คือการคุกคาม การติดตาม ข่มขู่ ฟ้องปิดปาก และทำให้การรวมตัวถูกตีความว่าขัดขวางการพัฒนา
จนกระทั่งในปี 2563 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ต้องลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อย้ำเตือนรัฐบาลไทยว่า
“รัฐมีพันธกรณีในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ทำให้พวกเขาต้องหลบหนี”
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความเงียบ และการเดินหน้าโครงการต่อราวกับไม่มีเสียงร้องใด ๆ ในสายลมร้อนของปราจีนบุรี
วันนี้รัฐบาลกำลังผลักดันร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ (SEC) ด้วยตรรกะเดิมทุกประการ ใช้การพัฒนาเป็นข้ออ้างในการรวมศูนย์อำนาจและยกเว้นกฎหมายสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง
SEC ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช โดยมีเป้าหมายสร้างแลนด์บริดจ์เชื่อมทะเลฝั่งอ่าวไทย–อันดามัน และโครงข่ายอุตสาหกรรมพลังงานและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่
พูดให้ชัดคือ SEC เป็นการโคลนนิ่ง EEC ในเวอร์ชันที่รุกล้ำธรรมชาติยิ่งกว่าเดิม
ในทางโครงสร้าง SEC ให้อำนาจคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษเหนือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหนือผังเมือง เหนือกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/SEA) และเหนือสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ โดยอ้างว่าเป็นความจำเป็นเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ
พูดง่าย ๆ รัฐกำลังสร้างรัฐซ้อนรัฐ ที่ไม่มีใครตรวจสอบได้
แนวคิดเขตพิเศษของไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่คือโครงสร้างของอาณานิคมภายใน (internal colonialism) ที่ใช้กฎหมายและเทคโนโลยีการพัฒนาเป็นเครื่องมือในการควบคุมทรัพยากรและแรงงานในภูมิภาคต่าง ๆ
David Harvey (2005) เรียกสิ่งนี้ว่า accumulation by dispossession หรือการสะสมทุนผ่านการปลดสิทธิของผู้อื่น
Arturo Escobar (1995) มองว่าการพัฒนาแบบนี้เป็นอำนาจของวาทกรรมที่สร้างมายาคติว่าชาวบ้านล้าหลัง และต้องถูกทำให้พัฒนา ทั้งที่จริงแล้วมันคือการพรากสิทธิและศักดิ์ศรีของพวกเขาไปทีละน้อย
ในบริบทไทย เขตพิเศษทำหน้าที่ลดทอนอำนาจประชาชนและท้องถิ่นลงอย่างเป็นระบบ การยกเว้นกฎหมายสิ่งแวดล้อมคือการปลดอาวุธชุมชนจากการต่อสู้ การให้สิทธิพิเศษแก่นักลงทุนคือการยึดอำนาจทางการเมืองในนามเศรษฐกิจ การสร้างเขตพิเศษคือการประกาศว่ารัฐไม่ต้องรับผิด นี่คือประชาธิปไตยที่ถูกกลืนโดยเทคโนโลยีแห่งการพัฒนา
เมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องสิ่งแวดล้อม รัฐบาลและทุนตอบกลับด้วยถ้อยคำใหม่ที่ดูดีอย่าง BCG Economy เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว ราวกับว่าเพียงแค่เปลี่ยนชื่อ โรงงานปิโตรเคมีก็จะกลายเป็นมิตรกับธรรมชาติ
แต่ในทางปฏิบัติ BCG กลายเป็นเพียงฉลากใหม่ของทุนเดิม (Foster, 2020) โรงงานที่เผาขยะ กลั่นพลาสติก และใช้พลังงานสูงกลับได้รับการส่งเสริมในนามระบบรีไซเคิล และพลังงานสะอาด ชุมชนที่ลุกขึ้นคัดค้านถูกตราหน้าว่าต่อต้านความเจริญ
BCG ในเวอร์ชันของรัฐไทยจึงไม่ต่างอะไรกับการฟอกเขียว (greenwashing) การใช้ถ้อยคำด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อทำให้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างดูอ่อนโยน
หากเราจะต่อสู้กับอำนาจของเขตพิเศษ ต้องหันกลับมาที่แนวคิด Environmental Justice ซึ่งยืนยันว่าการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อมต้องมีความเป็นธรรม ทั้งในเชิงกระบวนการและผลลัพธ์ (Schlosberg, 2007) สิ่งนี้หมายความว่าชุมชนต้องมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลอย่างเสรี การตัดสินใจใด ๆ ต้องเคารพต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม และทรัพยากรท้องถิ่น และรัฐต้องคุ้มครองนักปกป้องสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่คุกคามพวกเขา
กรณีของปราจีนบุรีสะท้อนอย่างชัดเจนว่าหากรัฐไม่ยืนข้างประชาชน การพัฒนาใด ๆ ก็ไม่มีความชอบธรรม
จาก EEC ถึง SEC เรากำลังเห็นโครงสร้างใหม่ของการปกครองที่ประชาชนไม่มีสิทธิในที่ดิน ทรัพยากร หรืออากาศที่ตนหายใจ รัฐบาลใช้ถ้อยคำสวยหรูกลบเสียงคนที่กำลังถูกผลักออกจากผืนแผ่นดินของตนเอง
เขตพิเศษ คือสนามรบของอำนาจระหว่าง “รัฐ–ทุน” กับ “ประชาชน–ธรรมชาติ”
หากไม่ตั้งคำถามวันนี้ พรุ่งนี้ประเทศไทยทั้งประเทศจะกลายเป็นเขตพิเศษ ที่ประชาชนมีสิทธิเพียงยืนมองรั้วโรงงานจากระยะไกล
ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้หมายถึงการปลูกต้นไม้หรือใช้ถุงผ้า แต่มันคือการต่อสู้เพื่อให้ธรรมชาติและมนุษย์มีศักดิ์ศรีเท่ากับรัฐและทุน
และเมื่อ SEC กำลังจะกลายเป็นจริงในภาคใต้ คำถามที่เราต้องตะโกนให้ดังที่สุดคือ ใครเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้กันแน่?
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

