การถกเถียงเรื่องสิทธิในที่ดินของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางกฎหมายหรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจว่าด้วยคำถามพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งของสังคมการเมืองไทย นั่นคือ ใครคือเจ้าของแผ่นดิน และใครมีสิทธิชี้ชะตาการใช้ประโยชน์จากผืนดินนั้น ในคอลัมน์ที่แล้ว ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (10) และ (11) เราเห็นแล้วว่าโครงสร้างแบบ คทช. คือการจัดการที่ดินภายใต้กรอบรัฐรวมศูนย์ ที่ยอมให้ใช้ แต่ไม่ให้เป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ ขณะที่โฉนดชุมชนคือความพยายามท้าทายโครงสร้างดังกล่าว...
ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” เป็นคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการบริหารด้านการสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)
ในประวัติศาสตร์การจัดการที่ดินของไทย สิทธิไม่เคยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง หากเป็นเพียงสิ่งที่รัฐอนุญาตให้มีภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนด และพร้อมจะเพิกถอนเมื่อใดก็ได้หากขัดต่อยุทธศาสตร์การพัฒนา การเกิดขึ้นของโฉนดชุมชนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือจัดการที่ดินรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความพยายามท้าทายอำนาจผูกขาดของรัฐเหนือทรัพยากร และเป็นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างการเมืองของสิทธิในสังคมไทยโดยตรง รัฐพยายามลดทอนโฉนดชุมชนให้เหลือเพียงโครงการทดลอง หรือมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับชุมชนยากจนในป่า แต่ในความจริง โฉนดชุมชนคือการออกแบบสิทธิในที่ดินร่วมกัน (collective tenure) ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดตรงข้ามกับระบบกรรมสิทธิเดี่ยวแบบทุนนิยมและรัฐรวมศูนย์ แทนที่จะถามว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน? โฉนดชุมชนจะถามว่า ใครมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่?...
ในประเทศที่ผืนดินถูกปกครองก่อนประชาชนเสมอ เราไม่ควรแปลกใจที่ปัญหาที่ดิน-ป่าไม้ของไทยลากยาวมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน เพราะโครงสร้างรัฐไทยถือที่ดินเป็นฐานความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจมากกว่าจะมองมันเป็นฐานชีวิตของคนที่อยู่ในพื้นที่จริง ๆ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. จึงไม่ได้เป็นเพียงนโยบายจัดสรรที่ดิน แต่เป็นการรื้อฟื้นระบอบควบคุมที่ดินแบบรวมศูนย์ที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ มันเป็นเครื่องจักรทางอำนาจที่ทำให้รัฐสามารถครอบครองพื้นที่โดยไม่ต้องถือโฉนดแม้แต่ใบเดียว นี่ถือเป็นความย้อนแย้งที่เลวร้ายที่สุดของการจัดการที่ดินไทย ประชาชนเป็นผู้สร้างภูมิประเทศ แต่รัฐคือเจ้าของภูมิภาค ผู้คนคือผู้ถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ทั้งที่พวกเขาอยู่มาก่อนรัฐสมัยใหม่จะถือกำเนิดเสียอีก...
มีบางประเทศสร้างเขื่อน บางประเทศทุบเขื่อน แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศรวมถึงประเทศไทยที่ใช้บ้านเรือนของประชาชนเป็นพื้นที่รับน้ำแบบไม่เป็นทางการ โดยไม่ต้องเวนคืน ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ไม่ต้องชดเชย และไม่ต้องสัญญาว่าปีหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีก ในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นี่คือระบอบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเขื่อนใหญ่ต้องปล่อยน้ำเพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ...
เรากำลังอยู่ในห้วงเวลาที่แทบไม่มีใครสนใจว่าแม่น้ำสาย รวก กก โขง และสาละวินกำลังปนเปื้อนอะไรอยู่ สิ่งเดียวที่ตลาดโลกสนใจคือ แรร์เอิร์ทมีไหม? และสิ่งที่รัฐไทยสนใจยิ่งกว่าคือ เราจะอยู่ข้างใครในสงครามทรัพยากรครั้งใหม่ระหว่างจีนกับอเมริกา? หลังการลงนาม MOU ด้านแรร์เอิร์ทกับรัฐบาลของ Donald Trump สิ่งที่ถูกเปิดไม่ใช่โอกาสทางเศรษฐกิจ แต่คือ ประตูสู่หายนะทางนิเวศ...
เมื่อคอลัมน์ที่แล้ว เราเริ่มต้นด้วยการชำแหละ MOU ไทย–สหรัฐ และตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังถูกลากเข้าสู่สงครามแร่แรร์เอิร์ธที่จีนและอเมริกากำลังไล่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานโลกหรือไม่ ตอนนี้เราต้องพามาดูสนามรบจริง ที่คนไทยกำลังเผชิญทั้ง ๆ ที่เรายังไม่เริ่มทำเหมืองแม้แต่หลุมเดียว คือผลกระทบจากเหมืองแรร์เอิร์ธในเมียนมาที่ไหลข้ามพรมแดนมาสู่ไทยทุกวัน โลกภายนอกยกย่องรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าเป็นกุญแจสู่อนาคตสะอาด บริษัทเทคโนโลยีโฆษณาว่าเทคโนโลยีสีเขียวจะช่วยโลก นักการเมืองขายภาพว่า BCG...
วันที่รัฐบาลไทยประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่แรร์เอิร์ธกับสหรัฐ ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะคือรอยยิ้มของนักการเมืองและนักการทูต แต่เบื้องหลังคือหมุดหมายใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนระหว่างจีนกับสหรัฐ ในสมรภูมิของห่วงโซ่อุปทานโลกสีเขียว (Green Supply Chain) แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements – REE) 17 ชนิด เป็นหัวใจของเทคโนโลยีสะอาด ตั้งแต่แบตเตอรี่...
“รัฐไทยกำลังเดินหน้าไปสู่อนาคตของทุน โดยปล่อยให้สิทธิมนุษยชนตกค้างอยู่ในอดีต” นี่คือประโยคที่สะท้อนสภาวะร่วมสมัยได้ดีที่สุด หากมองผ่านโครงสร้างการพัฒนาเชิงอำนาจในสองพื้นที่ยุทธศาสตร์ ทั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่กำลังกลายเป็นเครื่องทดสอบขอบเขตของสิทธิและประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมไทยในศตวรรษที่ 21 หากใครยังจำได้ ช่วงปี 2561 คือจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 โดยมอบอำนาจมหาศาลให้คณะกรรมการนโยบาย...
ในทุกยุคของการพัฒนาไทยจะมีคำสวย ๆ ถูกหยิบขึ้นมาใช้เป็นเครื่องล่อความชอบธรรมให้กับการแย่งยึดทรัพยากรจากชุมชนเสมอ ยุคหนึ่งเรียกว่าพัฒนา ยุคหนึ่งเรียกว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และในวันนี้มันชื่อว่า BCG Economy Model (Bio-Circular-Green Economy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ–หมุนเวียน–สีเขียว รัฐบาลนำเสนอ BCG ว่าเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอนาคต ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นโมเดลที่ควบรวมพลังของนวัตกรรม...
รัฐบาลไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าเขตพิเศษขึ้นทั่วประเทศราวกับแผนการแบ่งพื้นที่อำนาจใหม่ ตั้งแต่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปจนถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการผลักดันอย่างเร่งด่วนในสภาฯ รัฐบาลใช้ถ้อยคำที่หอมหวานอย่าง พัฒนาเศรษฐกิจ, การสร้างงาน, ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อปิดบังการยึดครองเชิงโครงสร้างของรัฐและทุนเหนือชีวิตประชาชน แต่หากมองให้ลึกลงไปในเนื้อกฎหมายและนโยบาย จะเห็นว่าเขตพิเศษคือกลไกของรัฐแบบอาณานิคมภายใน (internal colonialism) การแบ่งแยกดินแดนภายในประเทศเพื่อให้ทุนมีอำนาจเหนือกฎหมาย...

