หากตอนที่ 1 ผมเขียนถึงการผลิตศัตรูในสงครามไฟป่า และตอนที่ 2 ชี้ให้เห็นถึงการผูกขาดอำนาจเหนือไฟ ตอนจบนี้ก็คือการย้ำให้ชัดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องไฟป่า แต่มันคือโครงสร้างทางการเมืองในการควบคุมชีวิต (politics of life control) ที่ดำเนินการภายใต้ชื่ออันสวยหรูว่า การอนุรักษ์ ในรัฐไทย การจัดการไฟป่าไม่ได้จบที่การดับไฟ แต่มันลุกลามไปสู่การควบคุมพื้นที่...
Fire War
ทุกครั้งที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงในภาคเหนือ วาทกรรมหนึ่งจะถูกปล่อยออกมาราวกับเป็นสัจธรรม “หยุดเผา แล้วปัญหาจะจบ” คำพูดสั้น ๆ นี้ฟังดูมีเหตุผล เรียบง่าย และจับต้องได้ แต่มันกลับซ่อนความรุนแรงเชิงโครงสร้างไว้ภายในอย่างแนบเนียน เพราะในความเป็นจริง ไฟไม่เคยถูกห้ามอย่างแท้จริง มันเพียงถูกจัดระเบียบใหม่ให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐและผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่ม ในขณะที่การใช้ไฟของชุมชนกลับถูกทำให้เป็นอาชญากรรม นี่ไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมล้วน...
ทุกปีเมื่อฤดูแล้งมาถึง ภาคเหนือของประเทศไทยจะจมอยู่ใต้ม่านควัน PM2.5 ข่าวพาดหัวซ้ำเดิมถูกผลิตซ้ำทำนองว่า “วิกฤตไฟป่า” “ฝุ่นพิษระดับอันตราย” “ต้องเอาผิดคนเผา” ภาพนักสู้ไฟป่าถูกยกย่องในฐานะนักรบ ขณะที่ภาพของชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้ต้องสงสัย ในพื้นที่สื่อกระแสหลักและแคมเปญของภาคประชาสังคมคนในเมือง ไฟป่าไม่ได้ถูกอธิบายว่าเป็นกระบวนการทางนิเวศ หากแต่ถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นภัยความมั่นคง และสงครามกับศัตรูที่มองไม่เห็น คำถามคือ ใครเป็นคนกำหนดว่าไฟคือศัตรู? และใครกันที่ถูกทำให้กลายเป็นศัตรูในสงครามนี้?...

