รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นการวางกรอบที่คืนอำนาจให้ประชาชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อลงสนามจริงจากป่าเขาอ่างฤาไนถึงเหมืองโปแตชอีสาน จากเขื่อนคลองมะเดื่อถึงอีอีซี คำถามเดียวผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้าสิทธิอยู่ในรัฐธรรมนูญจริง เหตุใดประชาชนถึงแพ้ทุกครั้ง?
คำตอบไม่ได้อยู่ในป่าหรือในเหมือง แต่อยู่ในตัวอักษรของรัฐธรรมนูญเอง และในโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้สิทธิเหล่านี้ไม่มีวันถูกใช้ได้จริง
ข้อความบนหน้ากระดาษดูสวยงามในมาตรา 43 ว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ โดยเนื้อความใน (2) ระบุว่า จัดการ บํารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
แต่ตัวบทไม่มีคำใดบ่งชี้ว่า สิทธินี้ผูกพันภาครัฐ สิทธินี้เหนือกว่าอำนาจออกประทานบัตร สิทธินี้ยับยั้งโครงการของรัฐและทุนได้ มันเป็นสิทธิเปลือยเปล่า ที่ต้องไปหาเสื้อผ้าเพิ่มเติมในกฎหมายลูก และกฎหมายลูกก็เขียนโดยกลุ่มอำนาจเดิม ดังนั้นสิทธิที่ต้องไปขออนุญาตรัฐ จึงไม่ใช่สิทธิ แต่เป็นการสงเคราะห์จากรัฐ
นอกจากนั้นในหมวดที่ 4 ว่าด้วยหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ยังเขียนถึงหน้าที่ของบุคคลไว้ในมาตรา 50 (8) ว่า ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม
ฟังดูดี แต่สังเกตให้ดี รัฐธรรมนูญเขียนสิทธิเป็นของชุมชนและประชาชนแล้ว และก็เขียนหน้าที่ให้เป็นของประชาชน ตกลงแล้วมันเป็นสิทธิหรือหน้าที่กันแน่?
มีตัวอย่างผลลัพธ์ในพื้นที่หลายกรณี อย่างชาวบ้านที่จุดไฟกันไฟป่าโดนจับเพราะเผาป่า ผู้หญิงที่เก็บเห็ดถูกกล่าวหาบุกรุกอุทยาน ชาวสวนทำรั้วไฟฟ้าช็อตช้างตายโดนคดีล่าสัตว์ป่า เครือข่ายอนุรักษ์ถูกติดป้ายแดงว่าผู้ขัดขวางการพัฒนา ขณะที่รัฐออก ส.ป.ก ให้เอกชนอย่างเอิกเกริก นี่สะท้อนให้เห็นถึงหน้าที่ในการปกป้องของรัฐที่ไม่เท่าเทียม และไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ผลักภาระลงล่าง กันอภิสิทธิ์ไว้ข้างบน
และซ้ำซ้อนเข้าไปอีกเมื่อหมวดที่ 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ มาตรา 57 รัฐต้อง (2) อนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล และยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์ จากการดําเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัต
ซึ่งมาตรานี้ผูกคำอธิบายทั้งหมดกับกฎหมายลูกไม่มีบรรทัดใดบอกว่าการมีส่วนร่วมต้องเกิดก่อนรัฐตัดสินใจ ประชาชนมีสิทธิยับยั้งโครงการ การรับฟังต้องมีผลผูกพัน แต่รัฐกลับตีความได้ว่าการจัดเวทีรับฟังก็คือการทำตามรัฐธรรมนูญแล้ว
เวทีที่ผู้ว่ามาเปิดพิธี เจ้าหน้าที่พูดฝ่ายเดียว 2 ชั่วโมง และลงท้ายว่า “ผู้เข้าร่วมเห็นชอบโดยไม่มีข้อทักท้วง” แม้เสียงชุมชนจะตะโกนค้านจนคอแตก รายงานก็เขียนว่า “รับฟังแล้ว” รัฐธรรมนูญจึงเป็นแค่ใบปะหน้าเวทีราชการ
ไม่เพียงเท่านั้นรัฐธรรนูญยังเขียนบอกชัดในมาตรา 58 ว่า การดําเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดําเนินการ ถ้าการนั้นอาจมี ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดําเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนํามาประกอบการพิจารณา ดําเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัต
แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากภาคสนามจริงคือที่ปรึกษาโครงการส่วนหนึ่งเป็นบริษัทลูกของทุนรับเหมาก่อสร้าง ข้อมูลนิเวศมาจากการสำรวจฤดูเดียวหรือลอกจากพื้นที่อื่นมาใส่ ชุมชนถูกออกแบบให้มาฟังผล ไม่ใช่ให้มาตั้งคำถาม รายงานรับใช้วาระการเดินหน้าของโครงการที่ตัดสินใจไว้หมดแล้ว
เราพบเอกสาร EIA/EHIA ผูกปิ่นโตกับอำนาจรัฐและทุนหลายรูปแบบไม่ว่า การ copy&paste รายงานชุดเดิม การอ้างข้อมูลเก่า 20 ปี การไม่วิเคราะห์ผลกระทบสะสม (cumulative impact) และคำว่า “จัดการผลกระทบได้” คือคำวิเศษที่เปิดทางทุกโครงการ
EIA/EHIA จึงไม่ใช่ด่านคัดกรอง แต่มักทำหน้าที่เป็นยางลบ ที่ลบเสียงชุมชน
รัฐธรรมนูญประกาศว่าข้อมูลต้องเปิดเผยตามที่มาตรา 59 เขียนไว้ว่า รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก
จากเนื้อความจะเห็นว่าเขาได้เขียนเงื่อนไขไว้เป็นเขาวงกต “ต้องเปิดเผยตามที่กฎหมายบัญญัติ” หมายความว่าถ้ากฎหมายลูกไม่ได้เขียนไว้ก็เท่ากับไม่ต้องเปิด หากบอกว่าเป็น “ข้อมูลความมั่นคง” ก็ปิดได้หมด แม้แต่ข้อมูล EIA/EHIA ก็ยังต้องร้องขอ ตามหา หรือฟ้องศาลเอา
ชุมชนจึงอยู่ในสภาพถูกลดทอนเป็นผู้มาร้องเรียน ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ ไม่มีข้อมูลในการต่อรอง
ทั้งหมดนี้คือสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขียนให้ทั้งสิทธิการบริหารจัดการเป็นของประชาชนและชุมชน (43) เขียนทับด้วยหน้าที่ของประชาชนในการให้ความร่วมมือและสนับสนุนการบริหารจัดการ (50) และสุดท้ายแล้วทั้งสิทธิและอำนาจเหล่านั้นก็ถูกยึดคืนด้วยตัวของรัฐธรรมนูญผ่านมาตรา 57 58 59 อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งหมด และการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนก็กลายเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐรวมศูนย์อำนาจเอาไว้ดังเดิม
ถ้ามองผ่านวิธีคิดแบบชนชั้นนำ (Elitism) รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบในห้วงที่ชนชั้นนำต้องการสร้างโครงสร้างความมั่นคงของอำนาจ ถ้าเมื่ออำนาจชุมชนและประชาชนเท่ากับอำนาจในการขัดขวางกลุ่มทุน รัฐธรรมนูญนี้จึงวางเส้นทางชัดเจนว่า ให้เสี้ยวของสิทธิ แต่ไม่ต้องให้เขี้ยวเล็บ เปิดช่องให้รัฐตีความ ปิดลู่วิ่งของชุมชนด้วยกฎหมายลูก และเปิดประตูพิเศษให้โครงการขนาดใหญ่ (mega project)
ซึ่งปฏิกิริยาของชนชั้นนำต่อสิทธิชุมชน ไม่ใช่การยอมรับ แต่เป็นการทำให้คำนี้ปลอดภัยต่อโครงสร้างอำนาจของตัวเอง
ถ้าจะมองว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ (Patronage) ก็จะเห็นว่ามันทำงานในหลายทอด เริ่มจาก 1) หน่วยงานกำกับรายงานขึ้นต่อกระทรวง นโยบายกระทรวงมาจากคณะรัฐมนตรี และครม.ก็ผลักดันโครงการลงทุน ผู้กำกับจึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์ 2) บริษัทรับทำ EIA/EHIA ได้งานจากโครงการ โครงการผ่านเท่ากับมีงานต่อ ความเป็นกลางจึงเป็นเรื่องเลื่อนลอย 3) ผู้นำในระดับท้องถิ่น ได้งบประมาณ ถนน อ่างเก็บน้ำที่แลกกับการทำให้ชาวบ้านยอมรับ ชุมชนจึงถูกกดดันด้วยสองมือทั้งมือของรัฐกับมือนายทุน และพันธะทางผลประโยชน์ทำให้สิทธิกลายเป็นเพียงพิธีกรรมจอมปลอม
ภาคประชาชนถูกบอกว่ามีหลายเสียงแบบพหุนิยม (Pluralism) แต่พื้นที่ตัดสินใจจริงมีเพียงหนึ่งเดียวก็คือรัฐส่วนกลาง สภานโยบายว่าด้วยสิ่งแวดล้อมมีชาวบ้านกี่คน? คณะกรรมการด้านทรัพยากรมีนักการเมืองกี่คน? คณะกรรมการ EEC มี NGOs ตัวจริงสักคนหรือไม่? นี่จึงเป็นพหุนิยมแบบไทย ๆ ที่ไม่มีอำนาจเชิงสถาบัน (institutional power) ซึ่งมันก็แค่การลวงตาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
รัฐรวมศูนย์อำนาจแบบนี้ไม่เพียงใช้อำนาจทางกฎหมาย แต่ยังผูกวาทกรรม (Discourse) ให้ชาวบ้านกลายเป็นตัวร้าย เราจึงพบวาทกรรมในทุกพื้นที่ทำนองว่า “ป่าเป็นของรัฐ” “ชาวบ้านทำลายป่า” “NGOs ขัดขวางการพัฒนา” “ข้อมูลไม่ครบ อย่าค้าน” “ความมั่นคงของชาติสำคัญกว่า” วาทกรรมเหล่านี้จึงเป็นการรื้อถอนความชอบธรรมของชุมชนก่อนที่จะรื้อพื้นที่จริง
จากการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างอำนาจ (structural Analysis) จะเห็นได้ว่า ข้อความในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ว่า ชุมชนมีสิทธิใช้ทรัพยากร มีส่วนร่วมตัดสินใจ รัฐต้องเปิดเผยข้อมูล ต้องประเมินผลกระทบ การพัฒนาต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แต่สภาพความเป็นจริงในพื้นที่เรากลับพบว่า ชุมชนถูกขับออกจากพื้นที่อนุรักษ์ ชุมชนมีส่วนร่วมหลังการตัดสินใจไปแล้ว เอกสารข้อมูลถูกปกปิด ทำให้ล่าช้า ชุมชนต้องฟ้องศาลเองเพื่อจะได้รับรู้ EIA/EHIA ถูกออกแบบเพื่อให้ผ่าน ไม่ใช่เพื่อป้องกันปัญหาผลกระทบ และคุณภาพสิ่งแวดล้อมถูกนับเป็นอุปสรรคของต้นทุน
ช่องว่างเหล่านี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นการดีไซน์เชิงโครงสร้าง (structural design) ที่ถูกออกแบบไว้ก่อนแล้ว
ต่อจากนี้ไปคือข้อเสนอเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อจะต้องเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในประเด็นสิทธฺิของประชาชนและชุมชนในทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ
1. เปลี่ยนสถานะของชุมชน จากผู้มาร้องขอไปเป็นเจ้าของทรัพยากร
นี่เป็นหัวใจของการปฏิวัติเชิงสถาบัน วันนี้รัฐยังมองชุมชนว่าเป็นผู้บุกรุกป่า ผู้ใช้ทรัพยากรโดยไม่เข้าใจ ผู้รับผลกระทบที่ต้องทนให้ได้ ผู้ที่รัฐปรานีให้มีส่วนร่วมได้บ้าง
แต่ในเชิงรัฐศาสตร์และนิเวศการเมือง ผู้ดูแลทรัพยากรที่แท้จริงคือคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมัน ป่าชายเลนไม่ได้ฟื้นเพราะข้าราชการประชุม ช้างป่าไม่เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้าง ทะเลไม่ใช่ของสำนักนโยบายและแผน แต่มันเป็นของคนหาปลา
การเปลี่ยนสถานะนี้จึงหมายถึง สิทธิในที่ดินชุมชน สิทธิการจัดการป่าและทรัพยากร สิทธิร่วมกำหนดกติกา ไม่ใช่แค่ปฏิบัติตาม การรับรองทางกฎหมายต่อองค์กรชุมชนจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
เมื่อรัฐยอมรับว่าทรัพยากรเป็นของสาธารณะไม่ใช่อาณัติของรัฐส่วนกลาง ทุกการตัดสินใจต้องเริ่มต้นจากเจ้าของ ไม่ใช่ผู้ถืออำนาจชั่วคราว ซึ่งไม่ใช่โรแมนติกจากชาวบ้าน แต่เป็นหลักการสิทธิอธิปไตยของปวงชน (Popular sovereignty) ถ้าประชาชนคือเจ้าของประเทศ ชุมชนก็คือเจ้าของทรัพยากร
2. ย้ายอำนาจตัดสินใจ จากรัฐส่วนกลางไปเป็นของชุมชนที่อยู่หน้างาน
ถามว่าปัจจุบันนี้ใครตัดสินใจ? คำตอบเห็นได้ชัดว่านายกรัฐมนตรีเซ็นให้เดินหน้าโครงการ คณะรัฐมนตรีอนุมัติ คณะกรรมการในกรุงเทพฯ เห็นชอบ รายงาน EIA/EHIA ผ่านมือข้าราชการในส่วนกลาง แต่คนที่รับผลกระทบไม่ได้อยู่ในห้องประชุม พวกเขาอยู่ในพื้นที่จริง อยู่กับฝุ่น น้ำเสีย เสียงเครื่องจักร อยู่ในป่าที่ถูกสร้างเขื่อน อยู่ปลายน้ำที่ต้องดื่มสารเคมี นี่จึงเป็นการผูกขาดอำนาจตัดสินใจของรัฐ ภายใต้มายาภาพประชาธิปไตยตัวแทน
การย้ายอำนาจนี้คือการยืนหยัดบนหลักการ ไม่ว่าการยืนบนหลักการส่งเสริม (subsidiarity) การตัดสินใจต้องเกิดขึ้นกับคนที่ใกล้ชิดกับปัญหามากที่สุด ต้องจัดตั้งกลไกท้องถิ่นหรือชุมชน (Community Council) หรือองค์การจัดการทรัพยากรที่มีอำนาจเต็ม ไม่ใช่ที่ปรึกษา รวมถึงมีกฎหมายกำหนดว่าชุมชนมีอำนาจยับยั้งหรือปฏิเสธข้อเสนอ (veto power) เพื่อยับยั้งโครงการได้โดยไม่ต้องไปกราบศาล
เมื่อชุมชนตัดสินใจเอง โครงการที่ทำร้ายพื้นที่จะไม่เกิดตั้งแต่ต้น ทุนจะต้องมาต่อรอง ไม่ใช่มายัดเยียดโครงการให้ รัฐต้องรับฟัง ไม่ใช่ชี้นิ้วสั่ง
3. เปลี่ยนตรรกะ EIA/EHIA จากทำโดยรัฐและทุนเป็นทำโดยผู้ได้รับผลกระทบเป็นเจ้าภาพ
EIA/EHIA ไทยทุกวันนี้ตั้งอยู่บนตรรกะที่ผิดตั้งแต่ต้น ตรรกะเดิมคือ รัฐกับผู้ประกอบการเป็นผู้พัฒนา ชุมชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบ EIA/EHIA จึงเป็นการบริหารผลกระทบให้ยอมรับได้ EIA/EHIA เป็นเสมือนเครื่องมือฟอกความชอบธรรม ไม่ใช่เครื่องมือปกป้องสาธารณะ
ซึ่งตรรกะใหม่ที่เราต้องการให้ ชุมชนนำ (Community-led impact assessment) ชุมชนเลือกคณะผู้ประเมินเอง ข้อมูลต้องเปิดตั้งแต่ก่อนเริ่มสำรวจ ต้องมีการประเมินผลกระทบสะสม (cumulative impact) และผลกระทบเชิงสิทธิมนุษยชน ผู้ทำ EIA/EHIA ต้องรับผิดชอบทางแพ่งและอาญาหากข้อมูลเท็จ ถ้าชุมชนไม่ยอมรับ EIA/EHIA โครงการหยุดโดยอัตโนมัติ
เครื่องมือเดียวกัน แต่เปลี่ยนเจ้าของเครื่องจักร อำนาจการตัดสินใจเท่านั้นที่ทำให้มันศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นอาวุธทำลายล้าง
4. บังคับข้อมูลเปิดเผยเชิงรุก ห้ามปกปิดเพื่อเปิดทางเริ่มต้น
รัฐมักพูดว่า ต้องโปร่งใส แต่สร้างกฎหมายลูกเพื่อปกปิดข้อมูลแทบทุกราย การปฏิรูปที่แท้จริงควรเริ่มจากฐานความรู้ ข้อมูลโครงการต้องเปิดตั้งแต่ยังเป็นแนวคิด TOR, ร่าง EIA/EHIA, ผู้รับเหมาที่ปรึกษา ต้องเปิดเผยสาธารณะ ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องร้องขอ หน่วยงานที่ไม่เปิดเผยต้องมีบทลงโทษ ข้อมูลต้องอยู่ใน open data format หาได้ ดาวน์โหลดได้ แชร์ได้ เปิดข้อมูลจากต้นน้ำ เช่น ประทานบัตร เหมืองแร่ ค่าชดเชยน้ำ การจัดสรรน้ำ การเปลี่ยนแปลงเขตป่า
ข้อมูลคืออาวุธรัฐรู้ดี และนั่นคือเหตุผลที่ต้องเก็บมันไว้ในตู้เซฟ เมื่อข้อมูลเปิด ชุมชนจะไม่ต้องไปคัดค้าน เพราะรู้เร็วทันการณ์ การต่อสู้จะเริ่มก่อนการประชุมนัดแรก ไม่ใช่หลังรถขุดลงมือไปแล้ว
5. ยกระดับสิทธิเป็นสิทธิที่ยับยั้งได้ หยุดจากต้นทาง ไม่ใช่โวยปลายน้ำ
นี่เป็นก้าวสำคัญที่สุดและหลุดพ้นจากกับดักการมีส่วนร่วมปลอม ๆ ปัจจุบัน ชุมชนมีสิทธิอย่างไรในรัฐธรรมนูญ 2560 ก็แค่เสนอความเห็น ให้ข้อมูล เข้าร่วมเวทีพิธีกรรม ยื่นหนังสือ ฟ้องศาล (หลังโครงการเริ่มไปแล้ว 80%) แต่ไม่มีสิทธิปฏิเสธ สั่งหยุด คุมเกม
สิ่งที่เราต้องการคือสิทธิยับยั้ง (Veto Power) ซึ่งมีตัวแบบตัวอย่างในโลกทั้งในฟิลิปปินส์ใช้หลักการ Free, Prior and Informed Consent (FPIC) ชุมชนพื้นเมืองยับยั้งหรือปฏิเสธโครงการได้ ในแคนาดา ชุมชน First Nations มีสิทธิหยุดเหมือง ในชิลี รัฐธรรมนูญร่างใหม่ให้ Mother Earth Rights เป็นฐานกฎหมาย
การยกระดับสิทธิในรัฐธนนมนูญใหม่นี้จึงหมายถึง ถ้าชุมชนไม่ยินยอมก็ห้ามเดินหน้า การตัดสินใจของชุมชนมีผลผูกพันทางกฎหมาย หน่วยงานรัฐที่ฝ่าฝืนต้องรับผิดทั้งแพ่งและอาญา เพราะสิทธิที่ส่งเสียงได้ยังอยู่ใต้โต๊ะของรัฐ แต่สิทธิที่หยุดได้ทำให้รัฐต้องเชิญชุมชนมานั่งโต๊ะเดียวกัน
ถ้าไม่ทำ 5 ข้อนี้ รัฐธรรมนูญชุดใหม่กี่ฉบับก็ไร้ความหมาย เพราะมันไม่ใช่แค่ปรับแต่งระบบ แต่มันเป็นการเปลี่ยนสมการอำนาจของประเทศ จากรัฐเป็นศูนย์กลางไปสู่ประชาชนและชุมชนเป็นศูนย์กลาง จากดุลยพินิจเป็นสิทธิที่แท้จริง จากการฟังเป็นการตัดสินใจ จากผู้ถูกปกครองเป็นเจ้าของประเทศ
ถ้าทำได้จริงรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป จะไม่เป็นสัญญาของชนชั้นนำ แต่จะเป็นสัญญาระหว่างคนไทยกับผืนดินและทรัพยากรที่เลี้ยงพวกเขามาทุกยุคสมัย
อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ลบสิทธิด้านทรัพยากร แต่มันทำสิ่งที่อันตรายกว่านั้น มันจำลองสิทธิแบบโลกเมือนจริง (Virtual Reality) ที่ทำแค่ให้เห็น แต่จับต้องไม่ได้ ประชาชนถูกปลอบว่ามีสิทธิในรัฐธรรมนูญ ทั้งที่สิทธิเหล่านี้เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ และกัดกินไม่ได้
การต่อสู้ที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ร้องเรียน ฟ้องศาล ทำประชาพิจารณ์เพิ่ม แต่ต้องรื้อโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญจนถึงสถาบันกำกับ ให้สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติกลับมาอยู่กับคนผู้ดูแลมันจริง ๆ ชุมชน แรงงาน ชาวบ้าน คนชายป่า คนปลายน้ำ ไม่ใช่จบแค่เอกสารราชการ
บทความพิเศษโดย ตาล วรรณกูล กรรมการบริหารสมัชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

