ประเทศไทยหลังปี 2560 ถูกผนึกด้วยรัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบมาเพื่อประกันเสถียรภาพของอำนาจส่วนกลาง มากกว่าปกป้องประชาชน สิทธิเสรีภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เคยปรากฏเป็นหมุดหมายความหวังในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ถูกลดทอน ละลาย หรือบิดเบือนจนเป็นเพียงคำสุภาพที่อ่านแล้วเพลินใจแต่ใช้การแทบไม่ได้
รัฐกลายเป็นผู้แทนเจ้าของแผ่นดินที่ตั้งตนเป็นนายเหนือสินทรัพย์ธรรมชาติ ในขณะที่ประชาชน ผู้อยู่อาศัย ผู้พึ่งพิง ผู้ดูแลระบบนิเวศกลับถูกนิยามใหม่เป็นผู้ต้องได้รับอนุญาตให้มีชีวิตในบ้านของตัวเอง
นี่คือพลวัตเชิงอำนาจที่สะท้อนถึงรากฐานอาณานิคมภายใน รัฐไทยมิได้เรียกตนเองว่าเจ้าอาณานิคม แต่ปฏิบัติต่อประชาชนท้องถิ่นดุจราษฎรในพื้นที่ชายขอบเสมอ
แม้รัฐธรรมนูญจะเขียนคำว่าสิทธิของชุมชน 2–3 แห่ง แต่ระบบกฎหมายและการใช้อำนาจล็อกกุญแจไว้ถึง 4 ชั้นเพื่อไม่ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
กุญแจชั้นที่ 1 การตีความแคบโดยรัฐและราชการ มาตราใดที่เขียนว่าประชาชนมีส่วนร่วม ถูกตีความเป็นรับฟังความคิดเห็นแล้วไปทำตามแผนเดิมได้ ส่วนสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ถูกลดทอนเหลือแค่รัฐอนุญาตให้ทำได้เท่าที่รัฐเห็นเหมาะสมเท่านั้น
กุญแจชั้นที่ 2 กฎหมายลูกโค่นสิทธิในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขียนสิทธิ แต่พ.ร.บ.แร่ พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ มติ ครม. ป่าไม้ คทช. ฯลฯ เหล่านี้มีผลทางปฏิบัติจริง และทั้งหมดออกแบบเพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุน ไม่ใช่ชุมชน สิทธิในรัฐธรรมนูญจึงเป็นการประกาศความฝัน ในขณะที่กฎหมายลูกเป็นความจริงที่บังคับได้
กุญแจชั่นที่ 3 กลไกการพิสูจน์ความเสียหายที่โหดร้าย ประชาชนต้องแสดงเอกสารสิทธิ หลักฐานความเสี่ยง ผลกระทบในอนาคต (ที่ยังไม่เกิด) แต่รัฐกับทุนไม่ต้องพิสูจน์ความปลอดภัย นี่จึงเป็นการสลับภาระพิสูจน์อย่างไร้มนุษยธรรม
กุญแจชั้นที่ 4 การล้อมกรอบความรู้ เฉพาะนักวิชาการรับจ้างรัฐหรือบริษัท และรายงานผลกระทบที่รัฐอนุมัติเองมีสถานะทางกฎหมาย ส่วนความรู้ชาวบ้าน การเฝ้าระวังน้ำท่วม ปลาอพยพ ประมงพื้นบ้านไม่ถูกนับเป็นหลักฐาน แม้จะถูกต้องกว่าในเชิงนิเวศศาสตร์
นี่จึงเป็นข้อเสนอฐานคิดสำหรับรัฐธรรมนูญใหม่ หรือมาตราทางจิตวิญญาณแห่งสาธารณะ
1) ทรัพยากรเป็นของสาธารณะ (Public Commons) หมายถึง ป่า ทะเล แร่ น้ำ สัตว์ป่าไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐและไม่ใช่ผลิตผลทางเศรษฐกิจ รัฐมีหน้าที่ดูแลในฐานะผู้พิทักษ์ (trustee) ไม่ใช่ผู้บริหารเพื่อการเติบโตทาง GDP
2) ชุมชนต้องมีอำนาจตัดสินใจล่วงหน้า ไม่ใช่มีสิทธิหลังโครงการเริ่มแล้ว เครื่องมือใหม่ที่ต้องมีคือ สิทธิยับยั้ง (Veto) สิทธิกวาดล้างโครงการที่ละเมิดสิทธิ สิทธิฟ้องรัฐและทุนหากผิดสัญญา
3) กลไกผูกมัดรัฐ ไม่ใช่ปกป้องรัฐ รัฐธรรมนูญใหม่ต้องบังคับให้รัฐเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนเชิงรุก ใช้การประเมินผลกระทบโดยชุมชน (CIA) ยึดหลัก FPIC (Free Prior Informed Consent) เหมือนประเทศที่เคารพสิทธิสากล
4) สร้างองค์กรอิสระที่เป็นของประชาชนจริง และต้องสรรหาโดยชุมชน เปิดให้ถอดถอนโดยประชาชนเจ้าของพื้นที่ ไม่ขึ้นตรงต่อสำนักนายกหรือ ครม.
ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ได้ เนื้อหาที่ควรปรากฏ คือ
1. มาตราหลักปกป้องระบบนิเวศ
“ทรัพยากรธรรมชาติและบริการระบบนิเวศเป็นมรดกสาธารณะของพลเมืองไทย รัฐ ชุมชน และปัจเจกบุคคลมีหน้าที่ร่วมกันในการดูแลรักษาและรัฐห้ามดำเนินการใดที่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมอย่างมีนัยสำคัญ”
นี่เป็นการเปลี่ยนฐานคิดจากรัฐเป็นเจ้าของทรัพยากร มาเป็นรัฐผู้พิทักษ์ (trustee) แทน ซึ่งหมายความว่า ป่า น้ำ ดิน แร่ ทะเล ห้วย ธรรมชาติ ไม่ใช่สินทรัพย์ของรัฐ ไม่มีรัฐบาลใด ขาย ให้เช่า โอน ให้สัมปทานตามอำเภอใจได้ รัฐทำได้เพียงบริหารในนามประชาชนทั้งหมด
ในเชิงปฏิบัติ หากรัฐต้องการพิสูจน์ว่าโครงการหรือสัมปทานไม่ทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือต้องมีภาระพิสูจน์ก่อนดำเนินการ ไม่ใช่ปล่อยให้ชุมชนพิสูจน์ความเสียหายย้อนหลัง
โมเดลนี้ยืนบนแนวคิด Public Trust Doctrine ของสหรัฐ และ Rights of Nature ของเอกวาดอร์ โบลิเวีย นิวซีแลนด์ นั่นหมายความว่าธรรมชาติไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่เป็นฐานของสิทธิ
2. มาตราสิทธิชุมชนเชิงรุก
ชุมชนมีสิทธิในการจัดการ ดูแล ใช้ประโยชน์ ฟื้นฟู และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติโดยได้รับการรับรองตามกฎหมาย และการใช้อำนาจของรัฐต้องทำโดยความยินยอมจากชุมชน
ในรัฐธรรมนูญ 2560 สิทธิชุมชนถูกกำหนดแบบรับรองเชิงสัญลักษณ์ กล่าวคือมีสิทธิ แต่ไม่มีอำนาจทางปฏิบัติ ข้อเสนอนี้พลิกเป็นสิทธิบริหารจัดการ อำนาจในการตัดสินใจ สิทธิยับยั้งเป็นของชุมชน
และเพื่อให้เป็นรูปธรรมต้องบัญญัติว่า ชุมชนสามารถมีพื้นที่สิทธิ ไม่ว่าป่าชุมชน เขตห้ามสัมปทาน เขตทำกินประมงพื้นบ้าน วิธีการตัดสินใจต้องใช้หลัก FPIC (Free Prior and Informed Consent) และสิทธิความเป็นเจ้าของเชิงการใช้ (Usufruct) ต้องสูงกว่าผลประโยชน์จากการลงทุนภายนอก
นี่จึงจะเป็นการยอมรับว่าชุมชนไม่ใช่ผู้รอให้รัฐสงเคราะห์ แต่เป็นเจ้าของภูมิปัญญาและผู้พิทักษ์ทางนิเวศ
3. ยกระดับสิทธิข้อมูลข่าวสาร
ข้อมูลด้านทรัพยากรต้องเปิดเผยโดยปริยาย ไม่ใช่ต้องร้องขอ เพราะประสบการณ์จริงของไทยคือข้อมูลสิ่งแวดล้อมถูกปิด ข้อมูล EIA/EHIA เข้าถึงยาก และการเปิดเผยมักจะทำภายหลัง หรือหลังต้นทุนทางนิเวศถูกจ่ายไปแล้ว
กฎหมายต้องบังคับให้รัฐประกาศข้อมูลโดยอัตโนมัติ เปิดเผยก่อนดำเนินโครงการ และแจงข้อมูลต่อชุมชนในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่ใช่รายงาน 2,000 หน้าที่ย่อยยาก
เพราะนี่คือสาระสำคัญหลักของอนุสัญญาอาร์ฮุส (Aarhus Convention) สนธิสัญญาเอสกาซู (Escazú) ที่ในยุโรปและลาตินอเมริกาใช้กัน แก่นความคิดของมันก็คือ หากรัฐปิดข้อมูล รัฐคือผู้ละเมิดสิทธิ หากชุมชนต้องร้องขอสิทธิ รัฐมีเจตนาปฏิเสธสิทธิ
4. สิทธิในการปฏิเสธโครงการ
การพัฒนาหรือโครงการที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ หรือวิถีชีวิตท้องถิ่น ต้องได้รับความยินยอมจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ชุมชนมีสิทธิปฏิเสธ ยับยั้ง หรือเพิกถอนโครงการได้ตามกฎหมาย นี่คือความต่างระหว่างสิทธิการรับฟัง (ฟังแล้วทำตามเดิม) กับสิทธิเลือกอนาคตของพื้นที่ตัวเอง
เพราะชุมชนคือผู้เสียสละทรัพยากร ผู้รับต้นทุนทางสุขภาพ ผู้สูญเสียฐานเศรษฐกิจ พวกเขาต้องได้สิทธิในการตัดสินใจสูงสุด ซึ่งรูปแบบการใช้อำนาจปฏิเสธอาจออกแบบเป็นการโหวตผ่านการประชาพิจารณ์ท้องถิ่น คณะกรรมการชุมชนมีอำนาจยับยั้ง คำวินิจฉัยศาลที่เปิดทางให้ชุมชนฟ้องรัฐได้ทันที
ทั้งหมดนี้มันคือคานงัดโครงสร้างอำนาจ มันทำหน้าที่ถอนอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐในการจัดสรรทรัพยากร มันทำให้ชุมชนเป็นเจ้าของอำนาจการอนุญาต มันทำให้ข้อมูลเป็นสาธารณะ ไม่ใช่สิทธิพิเศษของรัฐ มันทำให้ธรรมชาติเป็นนิติบุคคลสาธารณะ
ซึ่งถ้าอยู่ในรัฐธรรมนูญ EEC จะไม่ผ่าน SEC จะต้องหยุดและทบทวน เขื่อนที่ไม่มีความจำเป็นจะถูกยับยั้ง ป่าชุมชนจะมีหลักฐานสิทธิเทียบเท่าพื้นที่ราชการ แรร์เอิร์ธจะไม่ถูกขุดหลังบ้านชาวบ้าน ชุมชนไม่ต้องไปนั่งร้องขอสิทธิที่ควรมีตั้งแต่เกิด
รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่คำสวยหรูบนหอคอยงาช้าง แต่เป็นเครื่องมือให้คนในบ้านปกป้องวิถีชีวิตของตน ถ้าป่า ห้วย น้ำ ทะเล และภูเขา ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญประดุจบ้านของประชาชน ไม่ใช่สินทรัพย์ของรัฐหรือบริษัท ประเทศนี้จะเปลี่ยนสมการอำนาจทันที และการเขียนเช่นนี้ไม่ใช่เพ้อฝัน เพราะมันทำในโบลิเวีย เอกวาดอร์ นิวซีแลนด์ แคนาดา นอร์เวย์มาแล้วทั้งสิ้น ประเทศเหล่านั้นยอมรับว่าสิทธิต้องยืนอยู่บนชีวิตของคนจริง ๆ ไม่ใช่บน GDP
สิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญไทยไม่ได้ตาย มันแค่ถูกฝังทั้งเป็น งานของเราคือขุดมันขึ้นมา ฝังคนที่ฝังสิทธิทับมันไว้แทน และเขียนธรรมนูญใหม่ที่ประกาศว่า
“รัฐคือผู้รับใช้ ทรัพยากรเป็นของสาธารณะ ชุมชนคือเจ้าของอนาคตแห่งชีวิตและผืนดิน”
ตราบเท่าที่เส้นทางนี้ยังไม่ถูกเขียน เราต้องเขียนมัน แม้จะเริ่มจากหมึกปลายปากกาหนึ่งด้ามของคนหนึ่งคนบนแผ่นดินที่ยืนบนตัวเราเอง
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” คือคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

