หากฟังการหาเสียงของพรรคการเมืองไทยในปีนี้โดยไม่ดูชื่อพรรค แทบแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร ทุกพรรคพูดภาษาเดียวกัน Net Zero, พลังงานสะอาด, การเติบโตสีเขียว, เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ, BCG economy สิ่งแวดล้อมถูกทำให้เป็นฉันทามติกลางทางการเมือง แต่ฉันทามตินี้ไม่ได้เกิดจากชัยชนะของประชาชน หากแต่เกิดจากการที่สิ่งแวดล้อมถูกทำให้ปลอดภัยต่ออำนาจ
สิ่งที่ดูเหมือนความก้าวหน้า แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำให้ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องทางเทคนิค เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เรื่องของตลาด และเรื่องของการบริหารจัดการ โดยตัดอำนาจของชุมชนออกไปจากสมการตั้งแต่ต้น
บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจัดอันดับว่าใครสีเขียวกว่ากัน แต่จะชวนมองให้ลึกลงไปว่า
ทำไมนโยบายสิ่งแวดล้อมของทุกพรรคจึงดูดี แต่ไม่เคยเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจจริง และเพราะอะไรประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมจึงยังไม่เคยเป็นวาระทางการเมืองของไทยอย่างแท้จริง
เอกสารสรุปนโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองส่วนใหญ่สะท้อนภาพเดียวกัน คือการทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นเป้าหมายเชิงนโยบาย (policy goal) ไม่ใช่สิทธิทางการเมือง (political right)
พรรคการเมืองพูดถึงการลดคาร์บอน แต่ไม่พูดถึงการกระจายอำนาจในการจัดการพลังงาน พูดถึงการอนุรักษ์ป่า แต่ไม่พูดถึงสิทธิในที่ดินของคนอยู่กับป่า พูดถึงความยั่งยืน แต่ไม่เคยพูดถึงสิทธิในการปฏิเสธโครงการของชุมชน
นี่เป็นการใช้อำนาจเชิงวาทกรรม (Discourse Power) ที่นิยามว่าสิ่งแวดล้อมที่ดี คือสิ่งแวดล้อมที่ไม่รบกวนการเติบโตของรัฐและทุน ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่ชุมชนมีอำนาจกำหนดชะตากรรมของตนเอง
ผลก็คือ สิ่งแวดล้อมกลายเป็นฉลากหาเสียงที่ปลอดภัย ทุกพรรคสามารถพูดได้โดยไม่ต้องแตะโครงสร้างอำนาจที่ตนเองอาศัยมันอยู่
หากพิจารณาเชิงโครงสร้าง นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองไทยตั้งอยู่บนฐานคิดแบบชนชั้นนำ (Elitism) อย่างชัดเจน
- รัฐส่วนกลางเป็นผู้ออกแบบ
- ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้ความชอบธรรม
- ตลาดเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน
- ประชาชนเป็นผู้รับผลลัพธ์
แม้บางพรรคจะใช้ภาษาที่ก้าวหน้า เช่น ประชาชนมีส่วนร่วม หรือการพัฒนาอย่างเป็นธรรม แต่เมื่อดูเครื่องมือจริง กลับพบว่านโยบายเหล่านี้ยังผูกอยู่กับกระทรวง กรม คณะกรรมการระดับชาติ และกฎหมายพิเศษ
ตัวอย่างเช่น นโยบายพลังงานสะอาดจำนวนมากยังตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า รัฐจะเป็นผู้อนุญาต ใครติดตั้งได้ ใครขายไฟได้ และใครเข้าถึงโครงข่าย นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยพลังงาน (Energy Democracy) แต่เป็นการจัดการพลังงานโดยรัฐ (Energy Management by the State)
สิ่งที่หายไปคือคำถามพื้นฐานที่ว่า ใครควรเป็นเจ้าของทรัพยากร ใครควรตัดสินใจ และใครควรมีสิทธิหยุดโครงการ นโยบายสิ่งแวดล้อมจำนวนมากยังคงทำงานผ่านตรรกะระบบอุปถัมภ์ เพียงแค่เปลี่ยนภาษาให้ดูทันสมัยขึ้นเท่านั้น
ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า เขื่อน หรือเหมือง ไม่ได้รับสิทธิในการยับยั้ง แต่ได้รับงบเยียวยา กองทุนพัฒนา หรือโครงการ CSR แทน
การเยียวยากลายเป็นเครื่องมือซื้อความยินยอม ขณะที่โครงสร้างการตัดสินใจไม่เคยถูกแตะต้อง นี่เป็นระบบอุปถัมภ์สีเขียวที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมถูกทำให้ดูเป็นความเมตตา
พรรคการเมืองแทบทุกพรรคหลีกเลี่ยงการพูดถึงสิทธิชุมชนในเชิงการมีส่วนร่วมตัดสินใจ เพราะนั่นจะเป็นการตัดอำนาจรัฐและทุนออกจากเกม
การมีส่วนร่วมของประชาชนถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเพียงพิธีกรรม
เวทีรับฟังความคิดเห็น EIA/EHIA ถูกใช้เป็นหลักฐานว่ารัฐทำตามขั้นตอนแล้ว โดยไม่สนใจว่าความเห็นของชุมชนเปลี่ยนทิศทางโครงการได้หรือไม่ นี่จึงเป็นพหุนิยม (Pluralism) แบบลวงตาที่เปิดพื้นที่ให้พูด แต่ไม่เปิดอำนาจให้ตัดสินใจ
เมื่อการมีส่วนร่วมไม่สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ มันจึงไม่ใช่สิทธิ แต่เป็นเพียงกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้การตัดสินใจที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น
จากการสังเคราะห์นโยบายจากทุกพรรคพบช่องว่างร่วมที่สำคัญอย่างยิ่ง ได้แก่ 1) ไม่มีพรรคใดรับรองสิทธิชุมชนในการเป็นเจ้าของทรัพยากร 2) ไม่มีพรรคใดเสนอสิทธิในการปฏิเสธโครงการ 3) ไม่มีพรรคใดพูดถึงการถ่ายโอนอำนาจตัดสินใจด้านทรัพยากรสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และ 4) ไม่มีพรรคใดแตะโครงสร้าง EIA/EHIA อย่างจริงจัง เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนว่าทั้งระบบพรรคการเมืองยังตั้งอยู่บนฐานคิดเดียวกัน
ช่องว่างสำคัญที่สุดคือ ช่องว่างระหว่างนโยบายกับอำนาจ พรรคการเมืองเสนอเป้าหมายสิ่งแวดล้อม แต่ไม่แตะว่าใครควบคุมทรัพยากร ใครเสนอเทคโนโลยี ไม่แตะสิทธิเสนอการเติบโตสีเขียว ไม่แตะความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง ตราบใดที่สิ่งแวดล้อมยังถูกมองเป็นเรื่องบริหาร ไม่ใช่เรื่องอำนาจ ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมก็จะไม่มีวันเกิด
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มีคำถามว่า พรรคไหนรักสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่ควรถามว่า พรรคไหนกล้ายอมคืนอำนาจให้ประชาชน
ถ้านโยบายสิ่งแวดล้อมยังไม่แตะสิทธิชุมชน ยังไม่ยอมรับการกระจายอำนาจ และยังไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนหยุดโครงการได้จริง สีเขียวทั้งหมดก็เป็นเพียงฉลากหาเสียง และประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมก็จะยังคงเป็นแค่คำสวย ๆ บนเวทีปราศรัย
“ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” เป็นคอลัมน์วิพากษ์เชิงโครงสร้างที่เปิดโปงการพัฒนาที่ไม่เห็นหัวประชาชน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ รัฐ ทุน และทรัพยากร ผ่านสายตาของนักเคลื่อนไหวและงานวิชาการเข้มข้น จุดยืนชัดเจนคือ สิ่งแวดล้อมต้องเดินคู่กับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่เครื่องมือบังหน้าให้การกดขี่
บทวิพากษ์โดย ตาล วรรณกูล – กรรมการบริหารด้านการสื่อสารสาธารณะ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

